กันยายน 26, 2021

GOLD.in.th

ราคาทองวันนี้ ข่าวสารเพื่อการลงทุน "ทองคำ"

ทองคำ VS ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำไมถึงสวนทางกัน? EP.1 จุดเริ่มต้นของ Gold Standard

Spread the love

ทองคำ VS ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำไมถึงสวนทางกัน? EP.1 จุดเริ่มต้นของ Gold Standard

“ทำไมดอลลาร์แข็งค่าแล้วทองคำถึงต้องลงหล่ะ” นี่คือข้อความที่เด้งขึ้นมาบน Facebook ส่วนตัวของผม จากเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย ต้องยอมรับว่าสตั๊นท์ไปหลายนาทีอยู่เหมือนกันครับ(ร้อยวันพันปีไม่เคยทัก ทักมาที หางานให้เลยนะไอ้เพื่อนยาก) ซึ่งอย่างที่นักลงทุนทองคำทุกท่านทราบกันดีนอกเหนือจากการเป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อของทองคำและการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยแล้ว ลักษณะการเคลื่อนไหวของทองคำและดอลลาร์สหรัฐฯมันจะสวนทางกันครับ นั่นเป็นสิ่งที่เรารู้มาตลอด แต่ถ้าถามลึกไปว่า ทำไม? อันนี้ก็คงต้องคุยกันยาวหน่อย จะบอกว่าเพราะว่าเรียนมาอย่างนี้ ก็กระไรอยู่ ว่าแล้วก็ไปคุ้ยข้อมูล และก็มานั่งปั่นบทความมาให้ท่านผู้อ่านปวดหัวไปกับผมด้วยก็แล้วกัน เอาให้กระจ่างกันไปเลยดีกว่าครับว่าทำไม

ต้องขอพาผู้อ่านย้อนกลับไปสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ครับ(ยุคนั้นประเทศในแถบยุโรปเป็นมหาอำนาจครับ) สมัยก่อนระบบการเงินยังไม่เหมือนสมัยนี้ครับ ก็พัฒนากันมาเรื่อยๆจากเดิมที่ใช้ของแลกของ (Barter Trade) ก็หันมากำหนดสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เริ่มแลกก็เป็นวัตถุมีค่าอย่างทองคำ เป็นต้น จนพัฒนามาเป็นระบบเงินกระดาษครับ แต่เงินกระดาษไม่ได้มีค่าโดยตัวมันเองนะครับ จะเอามาใช้โดยไม่มีหลักเกณฑ์อะไร อาจจะได้เห็นเงินกระดาษท่วมโลก เมื่อคิดได้ดังนั้น ทั่วโลกก็มานั่งประชุมตกลงกันว่าจะใช้หลักเกณฑ์หรือระบบอะไรดี เพื่อให้ระบบการเงินมันมีเสถียรภาพมากกว่าที่มันเคยเป็นอยู่ ทำมาค้าขายจะได้สะดวกๆ คุยกันนานสองนาน มาตรฐานทองคำหรือ Gold Standard จึงถือกำเนิดขึ้นมาครับ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เงินดอลลาร์มาเกี่ยวข้องกับทองคำจนถึงปัจจุบันนี้ โดยหลักการและระเบียบปฏิบัติของมาตรฐานทองคำที่สำคัญมี สามข้อด้วยกัน

  1. ทุกประเทศต้องเปรียบเทียบค่าเงินของตัวเองกับทองคำจำนวนหนึ่ง พูดง่ายๆก็คือต้องผูกค่าเงินของตัวเองไว้กับทองคำ ส่วนจะผูกไว้เท่าไหร่ นั่นก็สุดแล้วแต่ประเทศนั้นๆครับ
  2. ประเทศจะต้องรักษาสัดส่วนระหว่างเงินสกุลของประเทศตัวเองกับปริมาณทองคำให้คงที่ อธิบายให้เห็นภาพก็คือ เงินที่ทุกๆประเทศที่พิมพ์ได้จะขึ้นอยู่ปริมาณทองคำในประเทศที่ ธ.กลางแต่ละประเทศมีครับ อีกนัยหนึ่งก็คือ เงินกระดาษเหล่านี้มันมีค่าก็เพราะมีรุ่นพี่อย่างทองคำคอยหนุนหลังนั่นเอง
  3. ต้องให้การนำเข้าส่งออกทองเป็นไปอย่างเสรี

พูดเป็นข้อๆคงไม่เห็นภาพ ขอยกตัวอย่างให้ดูเลยดีกว่าครับโดยให้โลกนี้มี 2 ประเทศคืออังกฤษที่มีปอนด์เป็นสกุลเงินประจำชาติและสหรัฐฯที่มีดอลลาร์สหรัฐฯ โดยอังกฤษบอกว่าเงิน 25 ปอนด์จะแลกทองคำได้ 1 ออนซ์หรือ 1 ปอนด์แลกได้ 0.04 ออนซ์ ส่วนสหรัฐฯบอกว่าเงิน 40 ดอลลาร์แลกทองคำได้ 1 ออนซ์ หรือ 1 ดอลลาร์แลกได้ 0.02 ออนซ์ เมื่อเทียบเป็นอัตราแลกเปลี่ยนกัน 1 ปอนด์จะแลกได้ 2 ดอลลาร์สหรัฐฯนั่นเองหากสหรัฐฯมีทองคำอยู่ทั้งหมด 1 ร้อยล้านออนซ์ จะสามารถผลิตเงินใส่เข้าไปในเศรษฐกิจได้ที่ 2.5ล้านดอลลาร์สหรัฐฯครับ(เอา 40 หาร) ถ้าอยากผลิตเงินเพิ่มก็ต้องเอาทองคำมาเพิ่ม(นี่ก็เป็นสาเหตุให้ปัจจุบันธ.กลางทุกประเทศมีการเก็บทองคำไว้ครับ แต่ไม่ต้องผูกค่าเงินไว้กับทองคำแล้ว) จากนั้นเมื่อมีการค้าขายกัน หากสหรัฐฯนำเข้าสินค้าจากอังกฤษมากขึ้นเรื่อยๆ ผลที่ตามมาก็คือจะต้องการเงินปอนด์มากขึ้น(ซื้อของอังกฤษก็ต้องใช้สกุลเงินของเขาสิ) และต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐฯน้อยลง หากความต้องการมีมากขึ้นเรื่อยๆ อัตราแลกเปลี่ยนมีโอกาสเปลี่ยนแปลงครับ จากเดิมที่ต้องเอา 2 ดอลลาร์สหรัฐฯแลก 1 ปอนด์ อาจต้องใช้ถึง 3 ดอลลาร์สหรัฐฯเพื่อแลก 1 ปอนด์ตามกฎอุปสงค์อุปทาน ที่มีหลักว่าเมื่อต้องการมากขึ้นแต่ของเท่าเดิม ราคาก็ต้องเปลี่ยนครับ(อัตราแลกเปลี่ยนต้องเปลี่ยนนั่นเอง) แต่หากย้อนกลับไปดูข้อกำหนด จะแสดงให้เห็นว่า อัตราแลกเปลี่ยนหรือราคาของเงินปอนด์ที่ต้องใช้ดอลลาร์ซื้อหรืออัตราแลกเปลี่ยนนั้น มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ครับ เพราะค่าเงินมันผูกไว้กับทองคำ หากปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงได้ หากต้องเอาเงิน 3 ดอลลาร์สหรัฐฯไปซื้อเงินปอนด์ อัตราส่วนระหว่างจำนวนเงินในระบบกับทองคำที่เก็บไว้จะเปลี่ยนไป เหลือเพียงวิธีเดียวที่จะตรึงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ก็คือลดปริมาณเงินดอลลาร์สหรัฐฯลงและเพิ่มปริมาณเงินปอนด์เข้าไป ก็โดยการที่ย้ายทองคำจากสหรัฐฯไปอังกฤษครับที่ทำได้เพราะกฎข้อที่สามนั่นเอง(ในที่นี้กำหนดให้ไม่มีต้นทุนการขนย้ายนะครับ จะได้อธิบายง่ายๆ) ปริมาณเงินปอนด์จะเพิ่มขึ้นขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯจะลดลง ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนยังคงเดิม ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากปริมาณเงินปอนด์ที่เพิ่มขึ้นก็คือเศรษฐกิจอังกฤษก็จะดีขึ้น ผู้คนมีเงินมากขึ้น ต้องการบริโภคมากขึ้น สวนทางกับสหรัฐฯที่เมื่อปริมาณเงินลดลง ผู้คนจะใช้จ่ายน้อยลง เมื่ออังกฤษต้องการบริโภคมากขึ้นจนผลิตในประเทศไม่ทัน ก็ต้องหันไปพึ่งพาการนำเข้า อังกฤษจึงไปนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯบ้างขณะที่สหรัฐฯก็ต้องส่งออกให้มากขึ้นเพราะผลผลิตเหลือเนื่องจากคนใช้จ่ายน้อยลง เมื่ออังกฤษนำเข้ามากขึ้น ผลที่ตามมาก็จะวนกลับไปข้างต้น แต่สลับกัน

ข้อดีของมาตรฐานทองคำก็คือเศรษฐกิจจะสามารถปรับตัวได้เองครับ ดังที่ได้อธิบายไปแล้ว หากมีการบริโภคมากไป กลไกของมาตรฐานทองคำก็จะทำหน้าที่ปรับสมดุลของระบบเศรษฐกิจ จะไม่มีประเทศใดมีดุลบัญชีเดินสะพัด(คิดโดยเอามูลค่าสินค้าและปริมาณที่ส่งออกลบกับที่นำเข้ามา) มากหรือน้อยจนสุดโต่ง เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางก็สบายแฮ ไม่ต้องไปเสียเวลาแทรกแซงเศรษฐกิจให้เมื่อยเหมือนสหรัฐฯที่ต้องอัดสภาพคล่องเพื่อปลุกเศรษฐกิจอยู่เหมือนเมื่อ 2-3ปีที่แล้วครับ ปล่อยมันไปตามกลไก

มาถึงตรงนี้เราก็รู้กันแล้วนะครับ ว่าทองคำเข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินกระดาษเหล่านี้ได้อย่างไร ทำไมธ.กลางต้องเก็บทองคำสำรองไว้ ตอนหน้า เราจะลงลึกต่อไปเพื่อดูว่าทำไมทองคำถึงเกี่ยวข้องกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯอย่างใกล้ชิดซะขนาดนั้นกันต่อครับ แน่นอนครับ เราจะได้รู้ถึงการล่มสลายของมาตรฐานทองคำ ว่ามันเกิดจากอะไรและลากยาวไปถึงการกำเนิดของระบบ Bretton Woods ครับ ฮั่นแน่ สงสัยหล่ะสิ เอาเป็นว่า รอดูตอนหน้านะคร้าบ 

%d bloggers like this: