วิเคราะห์ราคาทองคำ 16 ส.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ

เน้นเก็งกำไรในกรอบ 1,535-1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเปิดสถานะซื้อในโซน 1,511-1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากราคาหลุด 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์)

แนวรับ : 1,511 1,500 1,487  แนวต้าน : 1.535 1,544 1,555

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงได้รับแรงหนุนจากความวิตกว่าสหรัฐอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย  หลังจากในวันพุธเกิดภาวะ inverted yield curve ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.ปี 2017 ซึ่งเป็นสัญญาณที่นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้บ่งชี้ว่าอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอนาคต  อย่างไรก็ดีการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำวานนี้ถูกสกัดช่วงบวกการจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์  หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่หลายรายการออกมาดีเกินคาด อาทิ  ยอดค้าปลีกที่พุ่งขึ้น 0.7% ในเดือนก.ค. ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.3% และดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) ที่ปรับตัวขึ้นเกินคาดสู่ระดับ 4.8 ในเดือนส.ค.  ด้านตลาดหุ้นสหรัฐปิดตลาดในแดนบวกวานนี้จึงสร้างแรงกดดันให้แก่ราคาทองคำเพิ่มเติม  สำหรับวันนี้  ติดตามการเปิดเผยการอนุญาตก่อสร้าง, ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน และคาดการณ์ความเชื่อมั่นผู้บริโภค จาก UoM  พร้อมติดตามสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี  หลังจากเช้านี้เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธอย่างน้อย 2 ลูกลงสู่ทะเล  เพียงไม่นานหลังเกาหลีเหนือออกมาประกาศว่าการเจรจาระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้สิ้นสุดแล้ว

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,535 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ยังไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากครั้งที่ผ่านมาเมื่อราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายออกมาเช่นกัน อย่างไรก็ตามหากการอ่อนลงของราคาไม่หลุดโซนแนวรับระยะสั้นอยู่ที่ 1,511-1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ประเมินว่าเป็นการอ่อนตัวลงเพื่อสะสมแรงซื้ออีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

รอจังหวะการเปิดสถานะซื้อ โดยอาจใช้บริเวณ 1,511-1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตัดขาดทุนหากหลุด 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ลงมา และสำหรับนักลงทุนที่ถือสถานะซื้ออยู่ แนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรตั้งแต่ราคา 1,535 ดอลลาร์ต่อออนซ์ขึ้นไป หากผ่านได้ถือสถานะซื้อต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) เฟดฟิลาเดลเฟียเผยดัชนีภาวะธุรกิจมิด-แอตแลนติกร่วงลงในเดือนส.ค.  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย เปิดเผยดัชนีภาวะธุรกิจในภูมิภาคมิด-แอตแลนติก ลดลงสู่ระดับ 16.8 ในเดือนส.ค. หลังจากแตะระดับ 21.8 ในเดือนก.ค.  การร่วงลงของดัชนีภาวะธุรกิจได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการจ้างงาน ขณะที่นักลงทุนลดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจในอนาคต แม้ว่าคำสั่งซื้อใหม่ปรับตัวขึ้น  อย่างไรก็ดี ดัชนียังคงอยู่สูงกว่าระดับ 0 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะขยายตัวของภาคธุรกิจ
  • (+) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 9,000 ราย สู่ระดับ 220,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 214,000 ราย
  • (+) กองทัพเกาหลีใต้เผย เกาหลีเหนือยิงจรวดไม่ทราบชนิด 2 ลูกลงสู่ทะเลตะวันออกเช้านี้  คณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ (JCS) เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือยิงจรวดไม่ทราบชนิด 2 ลูก ลงสู่ทะเลตะวันออกในช่วงเช้าวันนี้
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 99.97 จุด รับยอดค้าปลีกสดใส,ผลประกอบการ”วอลมาร์ท”ดีเกินคาด   ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดฟื้นตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (15 ส.ค.) โดยได้แรงหนุนจากรายงานยอดค้าปลีกที่แข็งแกร่งเกินคาดของสหรัฐ รวมทั้งผลประกอบการที่สดใสของบริษัทวอลมาร์ท อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq ปิดในแดนลบ หลังจากหุ้นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่างซิสโก้ ซีสเต็มส์ ร่วงลงอย่างหนัก อันเนื่องมาจากยอดขายที่ตกต่ำในประเทศจีน  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,579.39 จุด เพิ่มขึ้น 99.97 จุด หรือ +0.39% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,847.60 จุด เพิ่มขึ้น 7.00 จุด หรือ +0.25% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,766.62 จุด ลดลง 7.32 จุด หรือ -0.09%
  • (-) สหรัฐเผยยอดค้าปลีกพุ่งเกินคาดในเดือนก.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกพุ่งขึ้น 0.7% ในเดือนก.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.3% จากระดับ 0.3% ในเดือนมิ.ย.  การดีดตัวขึ้นของยอดค้าปลีกในเดือนก.ค.ได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายเสื้อผ้า และเฟอร์นิเจอร์ แม้ว่ายอดขายรถยนต์ลดลงก็ตาม  เมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 3.4% ในเดือนก.ค.  ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร พุ่งขึ้น 1.0% ในเดือนก.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนมิ.ย.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกพุ่งขึ้น 0.7% ในเดือนก.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.3% จากระดับ 0.3% ในเดือนมิ.ย.
  • (-) เฟดนิวยอร์คเผยดัชนีภาคการผลิตปรับตัวขึ้นในเดือนส.ค.  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก รายงานในวันนี้ว่า ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.8 ในเดือนส.ค. จากระดับ 4.3 ในเดือนก.ค.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีจะร่วงลงสู่ระดับ 0.5 ในเดือนส.ค.  ก่อนหน้านี้ ดัชนีภาคการผลิตดิ่งลง 26.4 จุดในเดือนมิ.ย. แตะระดับ -8.6 โดยปรับตัวลงสู่แดนลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนต.ค.2559 ซึ่งขณะนั้นดัชนีอยู่ที่ระดับ -9.2
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับยอดค้าปลีกสหรัฐสดใส  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (15 ส.ค.) หลังจากทางการสหรัฐเปิดเผยยอดค้าปลีกที่แข็งแกร่งเกินคาดในเดือนก.ค. โดยข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่า การใช้จ่ายผู้บริโภคซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของสหรัฐนั้น ยังคงอยู่ในทิศทางที่เป็นบวก  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 106.12 เยน จากระดับ 105.89 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9769 ฟรังก์ จากระดับ 0.9735 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3323 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3322 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.1106 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1135 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.2110 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2058 ดอลลาร์