วิเคราะห์ราคาทองคำ 15 ส.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ

ถือสถานะซื้อต่อ หากราคาทองคำทะลุแนวต้านแรกโซน 1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์  เพื่อรอขายทำกำไรหากราคาดีดตัวขึ้นไม่ผ่านแนวต้านสำคัญบริเวณ 1,535 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,509 1,498 1,487  แนวต้าน : 1,524 1.535 1,544

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 15 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ว่าสหรัฐจะชะลอการเรียกเก็บภาษีรอบใหม่ต่อสินค้าจีนบางรายการ  ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงขายในตลาดทองคำในวันทำการก่อนหน้า  อย่างไรก็ดีราคาทองคำกลับมาทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง  จากความวิตกกังวลว่าสหรัฐอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอนาคต  หลังจากวานนี้เกิดภาวะ inverted yield curve หรือ ภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอยู่สูงกว่าพันธบัตรระยะยาว  ซึ่งครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.ปี 2017 โดยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมามักจะเกิด  inverted yield curve ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี  ก่อนที่จะตามมาด้วยสภาวะเศรษฐกิจถดถอยในทุกครั้ง  และเป็น false signal เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  ความวิตกดังกล่าวก่อให้เกิดแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงซึ่งกดดันดัชนีดาวโจนส์ให้ดิ่งลงกว่า 800 จุดพร้อมกับกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยทั้งเงินเยน, ฟรังก์สวิส, พันธบัตร  รวมไปถึงทองคำ  จึงเป็นที่มาที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นได้แม้ว่าดอลลาร์สหรัฐจะแข็งขึ้นก็ตาม  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มขึ้น +7.63 ตัน  สำหรับวันนีติดตามการเปิดเผยยอดค้าปลีกและตัวเลขในภาคการผลิตของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือแนวต้าน 1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจทำให้เกิดการอ่อนตัวลง แต่หากผ่านได้ราคาจะขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญบริเวณ 1,535 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ หากราคาอ่อนตัวลงและสามารถยืนเหนือโซนแนวรับ1,509-1,498 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ก็จะเห็นการดีดตัวขึ้นอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการซื้อขายทำกำไรระยะสั้น โดยรอดูบริเวณ 1,509-1,498  ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่หลุดสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น เพื่อขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวหรือบริเวณแนวต้าน 1,524 หรือ 1,535 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับดังกล่าวให้ชะลอการเข้าซื้อออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ตลาดพันธบัตรสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve ส่งสัญญาณเศรษฐกิจถดถอย  อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอยู่สูงกว่าพันธบัตรระยะยาว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีดีดตัวเหนืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งจะบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอย  ณ เวลา 17.48 น.ตามเวลาไทยเมื่อวานนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี อยู่ที่ระดับ 1.630% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 1.623% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี อยู่ที่ระดับ 2.065%  ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน  ทั้งนี้ การเกิดภาวะ inversion ของเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเป็นการส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มเผชิญภาวะถดถอย  นักลงทุนจับตาค่าสเปรดระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี เนื่องจากการเกิดภาวะ inversion ของเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรดังกล่าว ได้บ่งชี้ภาวะถดถอยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา  ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve ครั้งล่าสุดในเดือนธ.ค.2548 โดยเกิดขึ้น 2 ปีก่อนที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอันเนื่องจากวิกฤตการเงิน  ผลการสำรวจพบว่า หลังจากตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve โดยเฉลี่ยราว 22 เดือน เศรษฐกิจสหรัฐก็จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยตามมา
  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 800.49 จุด วิตกตลาดพันธบัตรสหรัฐส่งสัญญาณศก.ถดถอย  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 800 จุดเมื่อคืนนี้ (14 ส.ค.) หลังจากตลาดพันธบัตรสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve หรือภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอยู่สูงกว่าพันธบัตรระยะยาว ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอในหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนที่ขยายตัวในอัตราต่ำสุดในรอบ 17 ปี และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเยอรมนีที่หดตัวลงในไตรมาส 2  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,479.42 จุด ร่วงลง 800.49 จุด หรือ -3.05% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,840.60 จุด ลดลง 85.72 จุด หรือ -2.93% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,773.94 จุด ดิ่งลง 242.42 จุด หรือ -3.02%
  • (-) “เยลเลน”เชื่อสหรัฐไม่มีแนวโน้มเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย  นางเจเน็ต เยลเลน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า สหรัฐมีแนวโน้มมากที่สุดที่จะไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย  ดิฉันคิดว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ความเสี่ยงก็ได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าที่ดิฉันจะนิ่งนอนใจ” นางเยลเลนกล่าว  นางเยลเลนยังกล่าวว่า การร่วงลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวในวันนี้ ซึ่งทำให้เกิดความวิตกเกี่ยวกับการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้น อาจจะเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง โดยไม่จำเป็นต้องบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจในอนาคต
  • (-) ยูโรอ่อนเทียบดอลล์ เหตุวิตก GDP เยอรมนีหดตัว,ศก.ยูโรโซนชะลอตัว  สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (14 ส.ค.) หลังจากทางการเยอรมนีเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่หดตัวลงในไตรมาส 2 และสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) ระบุว่า GDP ของยูโรโซนขยายตัวในอัตราที่ชะลอในไตรมาส 2  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1135 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1173 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 1.2058 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2053 ดอลลาร์  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 105.89 เยน จากระดับ 106.62 เยน
  • (+/-) รมว.พาณิชย์สหรัฐยันการชะลอขึ้นภาษีสินค้าจีน ไม่ได้เป็นเพราะสหรัฐยอมอ่อนข้อต่อจีน  ไม่มีใครอยากทำลายบรรยากาศในช่วงคริสต์มาส และสิ่งนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องยื่นหมูยื่นแมวในการเจรจาทางการค้ากับจีน” นายรอสส์กล่าว  นอกจากนี้ นายรอสส์ยังกล่าวว่า การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ตัดสินใจชะลอการขึ้นภาษีสินค้าจีนในครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อต้องการสกัดการดิ่งลงของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทแต่อย่างใด