วิเคราะห์ราคาทองคำ 14 ส.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ

หากราคาไม่หลุด 1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์ รอเสี่ยงเปิดสถานะซื้อในบริเวณดังกล่าว (ตัดขาดทุนหากหลุด1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์)  โดยเน้นการลงทุนระยะสั้นและต้องพิจารณาความเสี่ยงจากความผันผวน และการแกว่งตัวของราคาทองคำ

แนวรับ : 1,487 1,479 1,468  แนวต้าน : 1,511 1,524 1.535

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง  9.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ในระหว่างวันราคาแกว่งตัวผันผวนอย่างมาก  โดยปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดของปีนี้ครั้งใหม่บริเวณ  1,535  ดอลลาร์ต่อออนซ์จากความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามการค้าที่อาจนำไปสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย  อย่างไรก็ดีราคาทองคำถูกแรงเทขายอย่างหนักในช่วงตลาดสหรัฐ  หลังจากสหรัฐประกาศจะ “ชะลอ” การเรียกเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าจีนบางรายการออกไปเป็นวันที่ 15 ธ.ค. จากกำหนดเดิมในวันที่ 1 ก.ย. เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของชาวอเมริกันในช่วงคริสต์มาส  รวมถึงมีการถอดสินค้าบางประเภทออกจากบัญชีรายการสินค้าของจีนที่จะถูกเรียกเก็บภาษีครั้งใหม่  นอกจากนี้จีนและสหรัฐยังกำหนดจะจัดการเจรจาการค้าร่วมกันในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าอีกด้วย  สถานการณ์สงครามการค้าที่คลี่คลายลงชั่วคราวทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐทะยานขึ้น  ส่วนดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น  พร้อมกับกระตุ้นแรงขายอย่างหนักในตลาดทองคำ  จนทำให้ราคาทองคำร่วงลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ  1,479.50  ดอลลาร์ต่อออนซ์ก่อนที่จะดีดตัวขึ้นมาปิดตลาดบริเวณ 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลง  -11.11 ตัน  สำหรับวันนี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ  แต่ยังต้องระมัดระวังแรงขายในตลาดทองคำหากสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้นต่อขานรับข่าวจีน-สหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,511 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ยังไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากครั้งที่ผ่านมาเมื่อราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายออกมาในระดับสูง อย่างไรก็ตามหากการอ่อนลงของราคาไม่หลุดโซนแนวรับระยะสั้นอยู่ที่ 1,487-1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ประเมินว่าราคายังคงมีโอกาสดีดตัวขึ้นได้อีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการซื้อขายทำกำไรระยะสั้น โดยเปิดสถานะซื้อหากราคาอ่อนตัวลงมาในโซน 1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมลดการลงทุนหากราคาหลุด 1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้อาจพิจารณาแบ่งทองคำออกขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,511-1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) “ทรัมป์”แฉข่าวกรองระบุจีนกำลังเคลื่อนกำลังทหารไปยังชายแดนติดฮ่องกง  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทวีตข้อความในวันนี้ ระบุว่า เขาได้รับข่าวกรองบ่งชี้ว่า รัฐบาลจีนกำลังเคลื่อนกำลังทหารไปยังชายแดนที่ติดกับฮ่องกง  ปธน.ทรัมป์ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่รวมตัวในท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง  สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UNHCHR) เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในฮ่องกงใช้ความอดกลั้น และให้มีการสอบสวนกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมในลักษณะที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
  • (-) สหรัฐประกาศชะลอเรียกเก็บภาษีสินค้าจีนออกไปเป็นวันที่ 15 ธ.ค.  สหรัฐชะลอการเรียกเก็บภาษีสินค้าจีนออกไปเป็นวันที่ 15 ธ.ค. จากเดิมที่มีกำหนดในวันที่ 1 ก.ย. พร้อมกับถอดสินค้าบางประเภทออกจากบัญชีรายการสินค้าของจีนที่จะถูกเรียกเก็บภาษีครั้งใหม่  ทั้งนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศถอดสินค้าบางประเภทออกจากบัญชีรายการสินค้าของจีนที่จะถูกเรียกเก็บภาษีครั้งใหม่ โดยระบุถึงปัจจัยด้านสุขภาพ, ความปลอดภัย และความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งสินค้าดังกล่าวจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีก 10%  นอกจากนี้ USTR ยังได้ระบุว่า การเก็บภาษีต่อสินค้าประเภทอื่นจะมีการชะลอออกไปจนถึงวันที่ 15 ธ.ค.  ทั้งนี้ สินค้าที่ได้รับการชะลอการจัดเก็บภาษี ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ แล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ คอนโซลวิดีโอเกม ของเล่น จอมอนิเตอร์ รองเท้า และเสื้อผ้า  การประกาศดังกล่าวของ USTR มีขึ้นในวันนี้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่สหรัฐและจีนมีกำหนดเจรจาการค้าในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า  ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวเมื่อวานนี้ว่า การที่เขาตัดสินใจชะลอการเรียกเก็บภาษีสินค้าจีนออกไปเป็นวันที่ 15 ธ.ค. เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของชาวสหรัฐในช่วงเทศกาลคริสต์มาส  ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จีนเปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ และนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดการเจรจาการค้าในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 372.54 จุด ขานรับสหรัฐชะลอเรียกเก็บภาษีจีน  ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (13 ส.ค.) หลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศชะลอการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ซึ่งข่าวดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนซึ่งเป็นสองยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลก และยังช่วยหนุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นของบริษัทที่เข้าไปลงทุนจำนวนมากในประเทศจีน เช่น แอปเปิล และอินเทล  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,279.91 จุด เพิ่มขึ้น 372.54 จุด หรือ +1.44% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,926.32 จุด เพิ่มขึ้น 42.57 จุด หรือ +1.48% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,016.36 จุด เพิ่มขึ้น 152.95 จุด หรือ +1.95%
  • (-) ดอลลาร์พุ่งกว่า 1% เทียบเยน หลังสหรัฐชะลอเรียกเก็บภาษีสินค้าจีน  ดอลลาร์พุ่งขึ้นกว่า 1% เทียบเยน หลังจากที่สหรัฐประกาศชะลอการเรียกเก็บภาษีสินค้าจีนออกไปเป็นวันที่ 15 ธ.ค. จากเดิมที่มีกำหนดในวันที่ 1 ก.ย. พร้อมกับถอดสินค้าบางประเภทออกจากบัญชีรายการสินค้าของจีนที่จะถูกเรียกเก็บภาษีครั้งใหม่  ณ เวลา 22.17 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์แข็งค่า 1.11% สู่ระดับ 106.46 เยน ขณะที่ยูโรปรับตัวขึ้น 0.90% สู่ระดับ 119.10 เยน และร่วงลง 0.23% สู่ระดับ 1.1186 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ บวก 0.34% สู่ระดับ 97.71
  • (+/-) สหรัฐเผยดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก.ค.  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ติดต่อกัน 2 เดือน  การดีดตัวขึ้นของดัชนี CPI ทั่วไปได้รับปัจจัยหนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI ทั่วไปเพิ่มขึ้น 1.8% ในเดือนก.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 1.6% ในเดือนมิ.ย.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี CPI ทั่วไปจะเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบรายปี  หากไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนี CPI พื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% เช่นเดียวกันในเดือนมิ.ย.