วิเคราะห์ราคาทองคำ 13 ส.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ

เน้นเก็งกำไรระยะสั้น  โดยการเข้าซื้อควรรอราคาอ่อนตัวลงบริเวณแนวรับ 1,509 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาขยับขึ้นควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,521 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือต่อ

แนวรับ : 1,509 1,496 1,487  แนวต้าน : 1,521 1,532 1.544

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 13.92 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนจากความวิตกว่าสงครามการค้าที่ลุกลามและมีแนวโน้มยืดเยื้อ  อาจเป็นตัวเร่งที่ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอนาคต  ล่าสุด Bank of America ออกรายงานเตือนว่า จากข้อมูลล่าสุดทำให้ธนาคารเชื่อว่ามีโอกาสมากกว่า 30% ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐปีหน้า  ส่วน Goldman Sachs Group Inc.ออกมาปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐประจำไตรมาส 4 สู่ระดับ 1.8% จากเดิมที่ระดับ 2.0% และระบุว่ามีโอกาสเพิ่มขึ้นที่สงครามการค้าที่ยืดเยื้อจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย  ส่วน Morgan Stanley เตือนเช่นกันว่า  ถ้าสหรัฐยังคงเพิ่มกำแพงทางภาษีต่อสินค้าจีนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า  และหากจีนตอบโต้กลับอาจจะเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยภายใน 3 ไตรมาส  ความวิตกดังกล่าวกดดันสกุลเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง  พร้อมกับกดดันการลงุทนในสินทรัพย์เสี่ยง  นอกจากนี้สินทรัพย์เสี่ยงยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากเหตุประท้วงในฮ่องกงที่เริ่มทวีความรุนแรงและมีสัญญาณของการก่อการร้าย  ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงถึง 389.73 จุดและเป็นปัจจัยที่กระตุ้นแรงซื้อทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มเติม  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มวานนี้ +8.50  ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI)และดัชนีภาวะธุรกิจขนาดเล็กของสหรัฐ 

จจัยทางเทคนิค :

ระหว่างวันหากราคาทองคำไม่หลุด 1,509 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะมีโอกาสดีดตัวขึ้นต่อ โดยหากยืนเหนือแนวต้านบริเวณ 1,521 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ การขยับขึ้นจะมีแนวต้านถัดไปที่ 1,532 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดแนวรับแรก กรอบด้านล่างจะอยู่ที่ 1,496-1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการซื้อขายทำกำไรระยะสั้น โดยอาจใช้บริเวณ 1,509 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดเสี่ยงซื้อ หากหลุดให้ชะลอการเข้าซื้อไปยังโซนแนวรับถัดไป ขณะที่หากราคาดีดตัวขึ้นแนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรตั้งแต่ราคา 1,521 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) “แบงก์ ออฟ อเมริกา”คาดมีแนวโน้มมากกว่า 30% เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐปีหน้า  แบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ออกรายงานเตือนว่า จากข้อมูลล่าสุด ทางธนาคารเชื่อว่ามีโอกาสมากกว่า 30% ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐปีหน้า  “แบบจำลองอย่างเป็นทางการของเราคาดการณ์ว่า มีแนวโน้ม 20% ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วง 12 เดือนข้างหน้า แต่การวิเคราะห์ของเรา โดยอิงจากข้อมูลล่าสุด ทำให้เราเชื่อว่า มีโอกาสถึง 1 ใน 3 ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย” นายอีธาน แฮร์ริส นักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ ออฟ อเมริกา กล่าว  ทั้งนี้ ความไม่แนนอนที่เกิดจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ได้ฉุดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรดิ่งลง และกดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกทรุดตัวลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา  นอกจากนี้ แม้ว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงแข็งแกร่ง แต่การลงทุนในภาคธุรกิจยังคงอยู่ในระดับต่ำ  นายแฮร์ริสระบุว่า ขณะนี้ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจหลายตัวกำลังส่งสัญญาณ”สีเหลือง” แจ้งเตือนเกี่ยวกับการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีได้ปรับตัวต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 3 เดือน  ขณะเดียวกัน ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจ 3 ใน 5 ตัว ได้แก่ ยอดขายรถยนต์ การผลิตในภาคอุตสาหกรรม และตัวเลขจำนวนชั่วโมงการทำงานของแรงงาน กำลังแตะระดับก่อนที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงที่ผ่านมา
  • (+) “โกลด์แมน แซคส์”หั่นคาดการณ์ GDP สหรัฐใน Q4/62 จากพิษสงครามการค้า  โกลด์แมน แซคส์ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐประจำไตรมาส 4 สู่ระดับ 1.8% จากเดิมที่ระดับ 2.0% โดยระบุถึงผลกระทบจากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่มากกว่าคาด  โกลด์แมน แซคส์เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าว โดยได้รวมถึงการประเมินผลกระทบที่มีต่อความเชื่อมั่น และความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น ขณะที่ตลาดการเงินได้ตอบรับต่อข่าวสงครามการค้าในระยะนี้  นายแจน แฮตซิอุซ หัวหน้านักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ระบุในรายงานว่า สภาวะทางการเงิน ความไม่แน่นอนของนโยบาย ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจ และการกระจายสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ต่างก็ส่งผลให้โกลด์แมน แซคส์ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่ได้รับผลกระทบจากการทำสงครามการค้า  นายแฮตซิอุซระบุว่า โกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่า สงครามการค้าจะเป็นปัจจัยถ่วงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐรวมราว 0.6% ซึ่งรวมถึง 0.2% จากความขัดแย้งทางการค้าล่าสุด โดยขณะนี้นักลงทุนมีความกังวลมากขึ้นว่าสงครามการค้าจะส่งผลทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย
  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 389.73 จุด วิตกสงครามการค้า,การประท้วงในฮ่องกง  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (12 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมทั้งการชุมนุมประท้วงในฮ่องกง ขณะที่นักลงทุนจับตาท่าทีของจีนอย่างใกล้ชิดว่าจะใช้กำลังในการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมในฮ่องกงหรือไม่ หลังจากที่จีนระบุว่าการประท้วงในฮ่องกงเริ่มทวีความรุนแรงและมีสัญญาณของการก่อการร้าย  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,897.71 จุด ลดลง 389.73 จุด หรือ -1.48% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,883.09 จุด ลดลง 35.56 จุด หรือ -1.22% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,863.41 จุด ลดลง 95.73 จุด หรือ -1.20%
  • (+) ดอลลาร์ร่วงต่ำสุดรอบกว่า 1 ปีครึ่งเทียบเยน ท่ามกลางความกังวลสงครามการค้า  ดอลลาร์อ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปีครึ่งเทียบเยน ขณะที่เยนยังทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดเทียบยูโรในรอบกว่า 2 ปี โดยนักลงทุนหันเข้าซื้อเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน  ณ เวลา 22.31 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์ร่วงลง 0.35% สู่ระดับ 105.29 เยน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.ปีที่แล้ว ขณะที่ยูโรปรับตัวลง 0.15% สู่ระดับ 118.16 เยน และดีดตัวขึ้น 0.21% สู่ระดับ 1.1221 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.11% สู่ระดับ 97.39