วิเคราะห์ราคาทองคำ 10 ก.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,381 1,374 1,363

แนวต้าน : 1,411 1,427 1,439

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป นายแลร์รีย์ คัดโลว์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาวระบุว่า เจ้าหน้าที่การค้าสหรัฐและจีนได้เจรจาทางโทรศัพท์ “ในเชิงสร้างสรรค์” คาดว่าจีนจะเดินหน้าซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐ ทั้งสองฝ่ายเจรจาเกี่ยวกับการประชุมแบบพบกัน อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวกดดัน ราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยไม่มากเนื่องจาก นายคัดโลว์ ระบุว่า การประชุมแบบพบกันไม่ใช่วิธีวิเศษในการบรรลุข้อตกลงอันยากลำบาก ขณะที่การผ่อนปรนข้อจำกัดของรัฐบาลสหรัฐต่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ Huawei ของจีน จะคงอยู่ในช่วงเวลาอันจำกัดเท่านั้น ประกอบกับ นักลงทุนจับตาถ้อยแถลง ของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ซึ่งแถลงต่อคณะกรรมการบริการการเงินของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในเวลา 21.00 น.ตามเวลาไทยคืนนี้ อันเป็นส่วนหนึ่งของการแถลงนโยบายการเงินรายครึ่งปีของเขาต่อสภาคองเกรสเบื้องต้นหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงและไม่หลุดแนวรับโซน 1,386-1,381 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนสามารถเสี่ยงเข้าซื้อเพื่อลงทุนระยะสั้นโดยยังมีโอกาสทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,409-1,411 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถผ่านได้ราคาอาจย่อตัวลงอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย แนะนำให้ลดสถานะคงค้างหรือลดขนาดพอร์ตลงทุนลง

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ระหว่างวันราคาค่อยๆขยับลงในระดับจำกัด หากราคาทองคำขยับตัวลงและยังสามารถทรงตัวรักษาระดับเหนือแนวรับ 1,386-1,381 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ จะเห็นการขยับตัวขึ้นของราคาอีกครั้ง โดยประเมินแนวต้านที่ 1,409-1,411 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Long Position แนะนำให้ปิดสถานะหากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้าน 1,409-1,411 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ แต่หากสามารถผ่านไปได้อาจรอไปปิดสถานะบริเวณแนวต้านถัดไป

Short Position แนะนำให้ปิดสถานะหากราคาสามารถยืนเหนือแนวรับ 1,386-1,381 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง แต่หากหลุดให้รอเข้าซื้อที่แนวรับถัดไปบริเวณ 1,374 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New สามารถเก็งกำไรระยะสั้นได้ โดยรอเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับ 1,386-1,381 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุน 1,381 ดอลลาร์ต่อออนซ์) และ พยายามปิดสถานะซื้อเมื่อราคาดีดตัวขึ้น 1,409-1,411 ดอลลาร์ต่อออนซ์

าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) คาดเฟดอาจมุ่งเน้นการปรับนโยบายจากแรงกระตุ้นทางการค้าในการแถลงคืนนี้  ในช่วงประวัติศาสตร์ 105 ปีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เฟดได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินภายใต้การตอบสนองต่อภาวะทรุดตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์, สงคราม, ฟองสบู่ทางการเงิน และสัญชาตญาณของเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับทิศทางของเศรษฐกิจ  แต่ขณะนี้ธนาคารกลางสหรัฐกำลังวางกรอบสำหรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งแรกที่ได้รับแรงกระตุ้นโดยการแสดงความเห็นทางทวิตเตอร์ ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในวันที่ 30 พ.ค.เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐขู่ผ่านทวิตเตอร์ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าใหม่ต่อเม็กซิโกหากไม่ตกลงควบคุมการไหลเวียนของผู้อพยพที่ข้ามพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโก  เศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักในช่วงหลายวันหลังจากนั้น แต่ความเห็นของปธน.ทรัมป์สร้างความตื่นตระหนกต่อตลาดเงินอย่างชัดเจน และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกเห็นได้ชัดมากจนกระทั่งทำให้มีคาดการณ์ถึงการลดดอกเบี้ย 0.25% เป็นอย่างน้อยในการประชุมกำหนดนโยบายวันที่ 30-31 ก.ค.ของเฟด ซึ่งเป็นข้อความที่คาดว่านายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดจะสนับสนุน เมื่อเขาแถลงต่อคณะกรรมการสภาคองเกรสในวันนี้  นายโจเซฟ ลาวอร์จนา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ทวีปอเมริกาของ Natixis ระบุว่า “เฟดไม่เคยสร้างความผิดหวังต่อตลาดในขณะที่มีคาดการณ์การดำเนินการที่มากเช่นนั้น”   ในขณะที่นักลงทุนในสัญญาที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยระบุถึงความเป็นไปได้ในการลดอัตราดอกเบี้ยที่เกือบ 100% “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่เฟดจะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยในภาวะเช่นนั้น” นายลาวอร์จนาระบุ  นายพาวเวลล์มีกำหนดแถลงต่อคณะกรรมการบริการการเงินของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในเวลา 21.00 น.ตามเวลาไทยคืนนี้ อันเป็นส่วนหนึ่งของการแถลงนโยบายการเงินรายครึ่งปีของเขาต่อสภาคองเกรส
  • (+) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ OECD เผยการค้าโลกเป็นความกังวลสำคัญ  นางลอเรนซ์ บูน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ขององค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) กล่าวต่อสถานีโทรทัศน์ CNBC เมื่อวานนี้ว่า การเติบโตทางการค้าที่ชะลอลงในพื้นที่บางแห่งของโลก ท่ามกลางอุปสรรคทางการค้าที่เพิ่มสูงขึ้นและการปรับลงของการลงทุน สร้างความกังวลอย่างยิ่ง  เธอระบุว่า “ดิฉันกังวลอย่างยิ่งอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในด้านการค้า เมื่อสองปีก่อน ในปี 2017 การเติบโตของการค้าอยู่ที่ 5.5% และวันนี้ตัวเลขเข้าใกล้ 2% และในบางภูมิภาค เช่น ยุโรป ตัวเลขแม้แต่ใกล้กับ 0%”  เธอเสริมว่า การค้าและการแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการแข่งขัน, นวัตกรรม และการจ้างงาน “งานกว่าหนึ่งในสามในทุกๆประเทศจริงๆแล้วอยู่ในบริษัทส่งออก”  เธอระบุว่า “ส่วนอีกตัวเลขหนึ่งที่ดิฉันต้องการจะเน้นย้ำคือ ในปี 2017 การลงทุนเติบโตที่กว่า 3.5% ต่อปี และวันนี้ตัวเลขเติบโตที่ต่ำกว่า 1.7% ต่อปี และการสร้างงานสูญเสียไปพร้อมกับการลงทุน ดังนั้น เรากำลังบั่นทอนการเติบโตอย่างช้าๆ และทำให้การเติบโตปรับลงสู่ขอบเขตที่ต่ำอย่างยิ่ง”   ทั้งนี้ OECD เตือนในเดือนพ.ค.ว่า การทวีความรุนแรงของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนอาจจะทำให้ระดับของ GDP โลกลดลงมากถึง 0.7% ภายในปี 2021-2022 โดย OECD คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.2% ในปี 2019 และ 3.4% ในปี 2020
  • (+/-) ที่ปรึกษาศก.สหรัฐคาดสามารถผ่าทางตันเจรจาการค้าสหรัฐ-อียู  เมื่อวานนี้นายแลร์รีย์ คัดโลว์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาวระบุว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐและยุโรปอยู่ระหว่างเจรจาหาวิธีผ่าทางตันในการเจรจาการค้า นั่นคือประเด็นที่ว่า ควรรวมภาคเกษตรกรรมไว้ในข้อตกลงใดๆหรือไม่  นายคัดโลว์ระบุว่า มีความคืบหน้าในการเจรจาการค้าของสหรัฐกับสหภาพยุโรป (EU) และญี่ปุ่น แต่ไม่ได้ให้รายละเอียด  สหรัฐยืนกรานว่า จะไม่บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป หากภาคเกษตรกรรมไม่ถูกรวมในข้อตกลง แต่สหภาพยุโรปตัดภาคเกษตรกรรมออกจากข้อบังคับสำหรับการเจรจา  เมื่อได้รับคำถามว่า เขาเห็นหนทางสำหรับสองฝ่ายในการก้าวไปข้างหน้าหรือไม่แม้คิดเห็นไม่ตรงกันว่าจะรวมภาคเกษตรกรรมหรือไม่ นายคัดโลว์ระบุว่า “ครับ ผมเห็น แต่ผมไม่อยากระบุเฉพาะเจาะจง”