วิเคราะห์ราคาทองคำ 4 ก.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ

รอเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาใกล้ 1,411 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,411  ดอลลาร์ต่อออนซ์) ทั้งนี้ ราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวในกรอบแคบเนื่องจาก ตลาดเงินตลาดทุนสหรัฐหยุดทำการเนื่องจากในวันชาติสหรัฐอเมริกา

แนวรับ : 1,411 1,405 1,398 แนวต้าน : 1,427 1,439 1,448

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทรงตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง  หลังจากในระหว่างวันราคาทองคำจะทะยานขึ้นไปแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,437.70  ดอลลาร์ต่อออนซ์ตอบรับข่าวที่ประธานาธิบดีทรัมป์  ทวีตว่าจะเสนอชื่อ Christopher Waller และ Judy Shelton เข้าเป็นคณะผู้ว่าการเฟดซึ่งทั้ง 2 มีแนวคิดสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ  อย่างไรก็ดีราคาทองคำไม่สามารถรักษาช่วงบวกไว้ได้  โดยเผชิญกับแรงขายหลังจากที่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น  แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ถูกเปิดเผยเมื่อคืนนี้จะแย่เกินคาดเกือบทุกรายการก็ตาม  ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานของภาคเอกชนจาก ADP ที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดเพียง 102,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย., คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐลดลง 0.7% ในเดือนพ.ค., ดัชนีภาคบริการจาก ISM ลดลงแตะระดับ 55.1 ในเดือนมิ.ย.  รวมไปถึงยอดขาดดุลการค้าที่แตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน  นอกจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์แล้วนั้น  ราคาทองคำยังถูกกดดันจากการทำสถิติปิดตลาดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของดัชนีดาวโจนส์, S&P500 และ Nasdaq ขานรับการคาดการณ์ปรับลดดอกเบี้ยของเฟดอีกด้วย  สำหรับวันนี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ  ขณะที่ปริมาณการซื้อขายอาจเบาบางเนื่องจากตลาดเงิน  ตลาดทุนและตลาดทองคำสหรัฐจะปิดทำการเนื่องในวันชาติ (Independence Day)

จจัยทางเทคนิค :

ในระยะสั้นราคากลับมาเคลื่อนไหวในกรอบแคบ หากทดสอบแนวต้านโซน 1,427 ดอลลาร์ต่อออนซ์แต่ไม่สามารถยืนได้ มีแนวโน้มที่อาจถูกแรงขายกดดันให้อ่อนตัวลงมาทดสอบแนวรับโซน 1,411 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าสามารถทรงตัวรักษาระดับไว้ได้จะเกิดแรงซื้อเก็งกำไรระยะสั้นดันให้ทดสอบแนวต้านอีกครั้ง ทั้งนี้ในระยะสั้นประเมินกรอบการเคลื่อนไหวระหว่างวันในโซน 1,411-1,427 ดอลลาร์ต่อออนซ์  

กลยุทธ์การลงทุน :

รอดูบริเวณ 1,411 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่หลุดสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น เพื่อขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวหรือบริเวณแนวต้าน 1,427  ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาผ่านแนวต้านดังกล่าวให้รอดูบริเวณแนวต้านถัดไปที่ 1,439 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ADP เผยการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาดการณ์ในเดือนมิ.ย.  ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 102,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 135,000 ตำแหน่ง
  • (+) สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อภาคโรงงานลดลงมากกว่าคาดในเดือนพ.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐลดลง 0.7% ในเดือนพ.ค. ซึ่งลดลงมากกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดไว้ว่าจะลดลง 0.5% ทั้งยังปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่สองหลังตัวเลขเดือนเม.ย.ถูกปรับจากที่เดิมลดลง 0.8% เป็นลดลง 1.2%
  • (+) ISM เผยดัชนีภาคบริการสหรัฐลดลงมากกว่าคาดในเดือนมิ.ย.  ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) พบว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐลดลงแตะระดับ 55.1 ในเดือนมิ.ย. จากระดับ 56.9 ในเดือนพ.ค. โดยปรับตัวลดลงมากกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
  • (+) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานลดลงมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 8,000 ราย สู่ระดับ 221,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งลดลงมากกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะลดลงแตะ 223,000 ราย
  • (+) สหรัฐเผยเดือนพ.ค.ขาดดุลการค้าหนัก คาดธุรกิจตุนสินค้าเหตุวิตกภาษีนำเข้า  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานในวันนี้ว่า สหรัฐขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นถึง 8.4% แตะ 5.55 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน ทั้งยังขาดดุลมากกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะขาดดุล 5.40 หมื่นล้านดอลลาร์
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 179.32 จุด รับคาดการณ์เฟดหั่นดอกเบี้ยหลังข้อมูลศก.สหรัฐซบเซา  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (3 ก.ค.) โดยทั้งดาวโจนส์, S&P500 และ Nasdaq ต่างก็ทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขานรับกระแสคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอหลายรายการ ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์นี้  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,966.00 จุด เพิ่มขึ้น 179.32 จุด หรือ +0.67% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,995.82 จุด เพิ่มขึ้น 22.81 จุด หรือ +0.77% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,170.23 จุด เพิ่มขึ้น 61.14 จุด หรือ +0.75%
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก แม้สหรัฐเผยข้อมูลเศรษฐกิจซบเซา  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (3 ก.ค.) แม้สหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซาหลายรายการ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงหลังจากผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อรับมือกับสถานการณ์ Brexit แบบไร้ข้อตกลง  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.86 เยน จากระดับ 107.84 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9873 ฟรังก์ จากระดับ 0.9859 ฟรังก์ แต่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3064 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3110 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1278 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1290 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2576 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2602 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7034 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6987 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (-) “มาร์กิต” เผยดัชนี PMI ภาคบริการสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเดือนมิ.ย.  ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 51.5 ในเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 50.9 ในเดือนพ.ค.