วิเคราะห์ราคาทองคำ 3 ก.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,421 1,411 1,405

แนวต้าน : 1,439 1,448 1,460

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าทำเนียบขาวตำหนิการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จากความกังวลเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง และหวังว่าเฟดจะทำในสิ่งที่ถูกต้องและลดอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับที่เหมาะสม  ท่าทีดังกล่าว สอดคล้องกับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ได้ทวีตข้อความว่า เขาเตรียมเสนอชื่อสมาชิกคณะกรรมการเฟด ที่มีแนวคิดสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและการปรับลดอัตราดอกเบี้ย  ประเด็นดังกล่าว กดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีร่วงลงต่อเนื่องแตะ 1.948% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2016 สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน ที่ปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ร่วงลง 0.21% มาที่ 96.709 โดยอยู่ไม่ไกลจากระดับต่ำสุดรอบ 3 เดือนที่ 95.84 ที่ทำไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมากนัก ปัจจัยดังกล่าวสร้างแรงซื้อเข้าสู่ตลาดทองคำ อย่างไรก็ตาม  ปริมาณการซื้อขายทองคำของตลาดสหรัฐอาจเบาบางลง โดยตลาดเงินสหรัฐจะเปิดซื้อขายเพียงครึ่งวันในวันพุธนี้ตามเวลาสหรัฐและปิดตลาดในวันพฤหัสบดีตลอดวัน เนื่องในวันชาติสหรัฐอเมริกา (Independence Day) ทั้งนี้ ประเมินแนวรับบริเวณ 1,421-1,418 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคายังยืนเหนือได้อาจเห็นการดีดตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้าน โดยประเมินแนวต้านไว้ที่ 1,439 ดอลลาร์ต่อออนซ์ซึ่งเป็นโซนขายทำกำไร แต่หากราคาผ่านแนวต้านดังกล่าวได้ประเมินแนวต้านถัดไป 1,448 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ระหว่างวันราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,439 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้เกิดการอ่อนตัวลงของราคา โดยประเมินแนวรับบริเวณที่ 1,421-1,418 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากสามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้ก็จะเห็นการดีดตัวขึ้น โดยยังมีโอกาสที่จะราคาทดสอบแนวต้านถัดไป 1,448 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position ทยอยลดสถานะลงบริเวณแนวต้าน 1,439 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อลดความเสี่ยง แต่หากรับความเสี่ยงได้มากให้รอดูบริเวณดังกล่าว หากสามารถยืนได้ ให้ปิดสถานะในบริเวณแนวต้านถัดไป

Short Position ปิดสถานะบางส่วนหากราคายังสามารถยืนเหนือแนวรับ 1,421-1,418 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยชะลอการเปิดสถานะขายใหม่หากราคายืนเหนือบริเวณแนวต้าน 1,439 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แต่หากราคาหลุดแนวรับโซนดังกล่าวให้ชะลอการทำกำไรออกไป

Open New สำหรับนักลงทุนอาจซื้อบริเวณแนวรับ 1,421-1,418 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และให้ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้นหรือเปิดสถานะขายบริเวณแนวต้าน 1,439 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนฝั่งซื้อควรตั้งจุดตัดขาดทุนหากราคาหลุดโซน 1,411 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ปธน.อิหร่านลั่นเตรียมยกระดับการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมสูงเกินเพดาน  ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ของอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านจะเพิ่มระดับการเสริมสมรรถนะแร่ยูเนียมให้สูงกว่าขีดจำกัด  โดยจะเพิ่มการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้  การแสดงความเห็นดังกล่าวถือเป็นการกดดันประเทศพันธมิตรในยุโรปให้กอบกู้ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 หลังจากที่สหรัฐได้ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวเมื่อปีที่แล้ว   ทั้งนี้ อิหร่านเตรียมเพิ่มการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมให้ใกล้เคียงกับระดับที่ใช้สำหรับการผลิตอาวุธ หากยุโรปไม่เสนอข้อตกลงใหม่ ๆ ให้พิจารณา
  • (+) “มาร์กิต” เผยดัชนี PMI รวมภาคผลิต-บริการยูโรโซนปรับตัวขึ้นแตะ 52.2 ในเดือนมิ.ย.  ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการขั้นสุดท้ายของยูโรโซน ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.2 ในเดือนมิ.ย. จากระดับ 51.8 ในเดือนพ.ค.   ดัชนียังคงอยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า กิจกรรมในภาคธุรกิจของยูโรโซนยังคงมีการขยายตัว  สำหรับดัชนี PMI ภาคบริการขั้นสุดท้าย อยู่ที่ 53.6 ในเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้นจากระดับ 52.9 ในเดือนพ.ค.  ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของยูโรโซน ซึ่งมีการรายงานก่อนหน้านี้ ปรับตัวลงสู่ระดับ 47.6 ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน จากระดับ 47.7 ในเดือนพ.ค.
  • (+) “มูดี้ส์”ชี้อังกฤษอาจเผชิญภาวะศก.ถดถอยหากแยกตัวจากอียูโดยไร้ข้อตกลง  มูดี้ส์ ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเตือนเมื่อวานนี้ว่า อังกฤษมี “แนวโน้มเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” หากแยกตัวจากสหภาพยุโรป (EU) โดยปราศจากข้อตกลง  มูดี้ส์ระบุในบทวิเคราะห์เครดิตประจำปีของอังกฤษว่า “ผลลัพธ์ดังกล่าวจะสร้างความยุ่งเหยิงอย่างยิ่งต่อการจัดการด้านการค้าปัจจุบันของอังกฤษ-EU และจะส่งผลกระทบสำคัญในเชิงลบต่อเศรษฐกิจอังกฤษและต่อเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก EU บางประเทศ”  มูดี้ส์ย้ำจุดยืนที่ว่า สภาวการณ์ไร้ข้อตกลงมีแนวโน้มมากขึ้นหลังการลาออกของนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ และเสริมว่า การทำผลงานอันน่าผิดหวังของพรรคอนุรักษ์ในการเลือกตั้งยุโรปเพิ่มความเสี่ยงต่อไป  ในวันเดียวกัน นายบอริส จอห์นสัน ตัวเก็งชิงตำแหน่งผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมยืนยันว่าอังกฤษไม่ควรหวั่นเกรงเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลงและการทำการค้ากับ EU ด้วยเงื่อนไขขององค์การการค้าโลก (WTO)
  • (+) เพนตากอนชี้จีนทดสอบขีปนาวุธในทะเลจีนใต้เป็นการก่อความไม่สงบ  กระทรวงกลาโหมสหรัฐ หรือ เพนตากอน เปิดเผยว่า การที่จีนทดสอบขีปนาวุธบริเวณน่านน้ำทะเลจีนใต้ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทนั้นเป็นการก่อความไม่สงบ และขัดแย้งกับคำพูดของจีนที่เคยกล่าวว่า จีนจะไม่ดำเนินการทางทหารในบริเวณน่านน้ำดังกล่าว  พันโทเดฟ อีสต์เบิร์น โฆษกของกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐรับรู้ว่าจีนได้ทำการทดสอบขีปนาวุธในบริเวณทะเลจีนใต้ และชี้ว่าการกระทำนั้นขัดกับคำพูดของจีนว่าต้องการนำสันติภาพมาสู่ภูมิภาค พร้อมเสริมว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการข่มขู่ผู้อ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้รายอื่นๆ
  • (-) กลุ่มอุตสาหกรรมเยอรมันปรับลดคาดการณ์การผลิตจากความขัดแย้งการค้า  กลุ่มอุตสาหกรรม 3 แห่งของเยอรมนีปรับลดคาดการณ์การผลิตของพวกเขาสำหรับปีนี้เมื่อวานนี้ โดยระบุว่า ความขัดแย้งทางการค้าถ่วงผู้ผลิตที่พึ่งพาการส่งออกของเยอรมนีสู่ภาวะถดถอย ซึ่งบั่นทอนการเติบโตในเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป  การส่งออกอันแข็งแกร่งของเยอรมนีทำให้เยอรมนีมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ 9 ปีติดต่อกัน แต่การพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปทำให้เยอรมนีเปราะบางต่อความขัดแย้งทางการค้าอันยาวนาน ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 0.5% ในปีนี้  สภาหอการค้าและอุตสาหกรรม DIHK ของเยอรมนีปรับลดคาดการณ์การเติบโตด้านการส่งออกสำหรับปีนี้ลงกว่าครึ่งหนึ่งสู่ 1% จากคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 2.5%  “ความขัดแย้งทางการค้าและการกีดกันการค้าที่เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ของโลกกลายเป็นความจริงมากขึ้นสำหรับบริษัทเยอรมนีในต่างประเทศ”   DIHK เสริมว่า ความไม่แน่ใจที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกในประเทศอุตสาหกรรมหลายแห่ง จะทำให้อุปสงค์อ่อนแอลงสำหรับเครื่องจักร, บริการ และรถยนต์ที่ผลิตในเยอรมนีซึ่งงาน 1 ใน 3 ขึ้นอยู่กับการส่งออก