วิเคราะห์ราคาทองคำ 2 ก.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ

เน้นเก็งกำไรในกรอบ โดยรอเสี่ยงซื้อบริเวณแนวรับ 1,381 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาขยับขึ้นควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,398-1,405  ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือต่อ

แนวรับ : 1,381 1,374 1,363  แนวต้าน : 1,405 1,413 1,425

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง  27.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หลังจากสหรัฐและจีนตกลงที่จะเริ่มเจรจาการค้ากันอีกครั้ง  และสหรัฐจะระงับการเรียกเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่ต่อสินค้าจีน  อีกทั้งยังผ่อนปรนให้ Huawei ของจีน สามารถซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์สหรัฐได้  ด้านจีนให้คำมั่นที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร “ล็อตใหญ่” จากสหรัฐ  ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาเปิดรับความเสี่ยง (Risk on) จนกดดันทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย   นอกจากนี้แล้วสัญญาณในการระงับการทำสงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศได้เริ่มลดทอนการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนดอลลาร์สหรัฐให้แข็งค่าขึ้น  ประกอบกับตัวเลขดัชนี PMI ภาคการผลิตสหรัฐั้งจาก ISM และมาร์กิตต่างออกมารดีเกินคาดจึงเป็นปัจจัยหนุนดอลลาร์เพิ่มเติมจนกดดันราคาทองคำ  ทำให้ราคาทองคำร่วงลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,381.60  ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างการซื้อขายวานนี้  อย่างไรก็ดีภาพรวมการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐยังมีความไม่แน่นอนสูง  และไม่มีอะไรรับประกันว่าจะเกิดการบรรลุข้อตกลงในเร็ววันนี้  จึงได้เห็นแรงซื้อทองคำสลับเข้ามาเป็นระยะ  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มวานนี้ +6.16  ตัน  สำหรับวันนี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ  แต่อาจติดตามการเปิดเผยยอดค้าปลีกของเยอรมนีและดัชนี PPI ของยูโรโซน

จจัยทางเทคนิค :

ระหว่างวันหากราคาทองคำไม่หลุด 1,381 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะมีโอกาสดีดตัวขึ้นต่อ โดยหากยืนเหนือระดับแนวต้านโซน 1,398-1,405  ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ การขยับขึ้นจะมีแนวต้านถัดไปที่ 1,413 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดแนวรับแรก แนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 1,374 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นทำกำไรระยะสั้นโดยเสี่ยงเปิดสถานะซื้อ โดยอาจใช้บริเวณ 1,381 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดให้ชะลอการเข้าซื้อไปยังโซนแนวรับถัดไป ขณะที่หากราคาดีดตัวขึ้นแนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรตั้งแต่ราคา 1,398-1,405  ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อรอเข้าซื้อใหม่เมื่อราคาอ่อนตัว

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) “คุดโลว์”แจงคำกล่าว”ทรัมป์” ยัน”หัวเว่ย”ยังอยู่ในแบล็คลิสต์รัฐบาล  นายแลร์รี่ คุดโลว์ ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ไม่ได้”ให้อภัยโทษแก่หัวเว่ยแบบเบ็ดเสร็จ” และรัฐบาลสหรัฐไม่ได้ปลดหัวเว่ยออกจากบัญชีดำที่ถูกรัฐบาลสั่งห้ามการซื้อสินค้าจากบริษัทอเมริกันแห่งอื่นๆ แต่รัฐบาลให้การผ่อนคลายแก่หัวเว่ย ด้วยการให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐอนุมัติใบอนุญาตมากขึ้นเพื่อให้บริษัทสหรัฐสามารถขายผลิตภัณฑ์แก่หัวเว่ย ตราบใดที่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นภัยคุกคามความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ
  • (-) “มาร์กิต”เผยดัชนี PMI ภาคการผลิตสหรัฐขยับขึ้นในเดือนมิ.ย.  ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ ขยับขึ้นสู่ระดับ 50.6 ในเดือนมิ.ย. จากระดับ 50.5 ในเดือนพ.ค.
  • (-) ISM เผยดัชนีภาคการผลิตสหรัฐปรับตัวลงในเดือนมิ.ย.  ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐลดลงสู่ระดับ 51.7 ในเดือนมิ.ย. จากระดับ 52.1 ในเดือนพ.ค. แต่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 51.3 
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 117.47 จุด ขานรับสหรัฐ-จีนสงบศึกการค้า  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกขึ้นเมื่อคืนนี้ (1 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะระงับการเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าและเตรียมรื้อฟื้นการเจรจาการค้ารอบใหม่ นอกจากนี้ สหรัฐยังได้ยกเลิกคำสั่งแบนบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ของจีน โดยข่าวดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและผู้ผลิตชิพพุ่งขึ้น รวมถึงหุ้นไมครอน เทคโนโลยี ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของหัวเว่ย  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,717.43 จุด เพิ่มขึ้น 117.47 จุด หรือ +0.44% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,964.33 จุด เพิ่มขึ้น 22.57 จุด หรือ +0.77% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,091.16 จุด เพิ่มขึ้น 84.92 จุด หรือ +1.06%
  • (-)  ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก หลังนลท.คลายกังวลสงครามการค้าสหรัฐ-จีน  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (1 ก.ค.) หลังจากนักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ขณะที่สกุลเงินยูโรและเงินปอนด์อ่อนค่าลง หลังจากไอเอชเอส มาร์กิต เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของยูโรโซนและสหราชอาณาจักร หดตัวลงในเดือนมิ.ย.  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1285 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1375 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2637 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2702 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.6957 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7018 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.46 เยน จากระดับ 107.78 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9875 ฟรังก์ จากระดับ 0.9755 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3140 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3082 ดอลลาร์แคนาดา
  • (+/-) สหรัฐเล็งเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้ามูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์จาก EU  สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้เสนอให้มีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรป (EU) จำนวน 89 รายการ คิดเป็นมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ โดยรายการสินค้าดังกล่าวครอบคลุมถึง ชีส นม กาแฟ ผลิตภัณฑ์โลหะบางชนิด เช่นทองแดง รวมถึงวิสกี้ และผลิตภัณฑ์เนื้อหมู  ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่สองฝ่ายมีความขัดแย้งกันเกี่ยวกับการให้เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมผลิตเครื่องบิน โดยทั้งสหรัฐ และ EU สองฝ่ายต่างก็กล่าวหากันและกันว่า ให้ความช่วยเหลือบริษัทผลิตเครื่องบิน ซึ่งขัดต่อข้อกำหนดขององค์กรการค้าโลก (WTO)