วิเคราะห์ราคาทองคำ 17 มิ.ย.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

แนะนำการลงทุนอาจต้องเป็นไปในลักษณะรอจังหวะการอ่อนตัวลงของราคาแล้วค่อยเข้าซื้อในโซน 1,332 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และให้แบ่งทองคำออกขายเพื่อทำกำไรบางส่วนบริเวณ 1,351-1,358 ดอลลาร์ต่อออนซ์แต่หากผ่านได้ให้ชะลอการขายออกไป

แนวรับ : 1,332 1,319 1,206  แนวต้าน : 1,358 1,366 1,375

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวลดลง  1.01 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หลังจากในระหว่างวันราคาทองคำทะยานขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.ปี 2018 บริเวณ 1,358  ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างการซื้อขายของวันศุกร์  โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ในปีนี้  +  ความวิตกเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ  +  สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกลาง  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำถูกแรงขายทำกำไรในเวลาต่อมา  หลังจากการเปิดเผยยอดค้าปลีกของสหรัฐในเดือนพ.ค.ที่เพิ่มขึ้น 0.5% แม้ตัวเลขดังกล่าวจะต่ำกว่าคาดแต่ก็อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง  นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับเพิ่มตัวเลขยอดค้าปลีกในเดือนเม.ย.เป็นเพิ่มขึ้น 0.3% จากเดิมที่ระดับ 0.2% อีกด้วย  ประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐจากม.มิชิแกนก็ดีเกินคาดเช่นกัน  ทำให้นักลงทุนเริ่มปรับลดสถานะการลงทุนในทองคำก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมในระหว่างวันที่ 18-19 มิ.ย.นี้เพื่อรอความชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มในวันศุกร์  +4.40 ตัน  สำหรับวันนี้นักลงทุนอาจติดตามดัชนีภาวะธุรกิจโดยรวมเดือนมิ.ย. (Empire State Index) และดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนมิ.ย. โดย NAHB  รวมไปถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

หากแรงขายทำกำไรสลับออกมาไม่มาก เมื่อราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และราคาทองคำสามารถยืนเหนือแนวรับ 1,332 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ จะมีผลให้ราคาปรับตัวลงต่อค่อนข้างจำกัด เบื้องต้นหากการดีดตัวกลับมาก หรือสามารถยืนเหนือ 1,351-1,358 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีโอกาสเกิดแรงซื้อดัน โดยราคายังมีโอกาสทดสอบแนวต้านถัดไป

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำว่าจุดที่น่าสนใจในการเข้าซื้อเป็นบริเวณแนวรับ 1,332 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากหลุด 1,332 ดอลลาร์ต่อออนซ์การเปิดสถานะซื้อจำเป็นต้องชะลอออกไปก่อน  ขณะที่หากราคาดีดตัวขึ้นแนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรโซน 1,351-1,358 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 17.16 จุด หุ้นกลุ่มชิพ,เทคโนโลยีร่วงกดดันตลาด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อวันศุกร์ (14 มิ.ย.) โดยตลาดถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มชิพและกลุ่มเทคโนโลยี หลังบริษัทบรอดคอม ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิพในธุรกิจสื่อสาร เปิดเผยรายได้ต่ำกว่าคาด  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,089.61 จุด ลดลง 17.16 จุด หรือ -0.07% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,796.66 จุด ลดลง 40.47 จุด หรือ -0.52% และ ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,886.98 จุด ลดลง 4.66 จุด หรือ -0.16%
  • (+) ทรัมป์ลดคาดการณ์พบปะสี จิ้นผิงในการประชุม G20 เดือนนี้  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลดการคาดการณ์เกี่ยวกับการพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงนอกรอบการประชุม G20 ในเดือนนี้  ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า “มันไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ว่าประธานาธิบดีจีนจะปรากฎตัวหรือไม่ ซึ่งถ้าเขามา ก็เป็นเรื่องดี และถ้าเขาไม่มา เราก็จะได้เงินเพิ่มขึ้นอีกหลายพันล้านดอลลาร์ต่อเดือนจากการเก็บภาษีจากจีน”  ก่อนหน้านี้ ปธน.ทรัมป์เคยกล่าวว่า หากปธน.สี จิ้นผิงไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอด G20 ในเดือนนี้ สหรัฐก็จะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมต่อสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์  มีการคาดการณ์กันว่า ปธน.ทรัมป์ และปธน.สี จิ้นผิง จะพบปะกันนอกรอบการประชุมสุดยอดของกลุ่ม G20 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28-29 มิ.ย. เพื่อเจรจาแก้ไขความขัดแย้งทางการค้า
  • (-) ที่ปรึกษาทรัมป์คาดเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 3% ในปีนี้  นายเควิน แฮสเซทท์ ประธานสภาที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐสามารถขยายตัว 3% ในปีนี้  เรายังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3% ในปีนี้ ขณะที่ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่ามาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค” นายแฮสเซทท์กล่าว
  • (-) ผลสำรวจม.มิชิแกนชี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงในเดือนมิ.ย. ขณะกังวลสงครามการค้า  ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 97.9 ในเดือนมิ.ย. หลังจากแตะ 100.0 ในเดือนพ.ค.  อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนมิ.ย.ปรับตัวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 97.3  เฟดเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนพ.ค.  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานในวันนี้ว่า ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐปรับตัวขึ้น 0.4% ในเดือนพ.ค.
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับยอดค้าปลีกสหรัฐแกร่ง  ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (14 มิ.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการที่สหรัฐเปิดเผยข้อมูลยอดค้าปลีกที่แข็งแกร่ง  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.58% สู่ระดับ 97.5702  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.56 เยน จากระดับ 108.32 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9990 ฟรังก์ จากระดับ 0.9933 ฟรังก์  นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3416 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3325 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1208 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1279 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2584 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2682 ดอลลาร์ และ ดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.6866 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6916 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+/-) สหรัฐเผยยอดค้าปลีกต่ำกว่าคาดในเดือนพ.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนพ.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.6%  อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับเพิ่มตัวเลขยอดค้าปลีกในเดือนเม.ย.เป็นเพิ่มขึ้น 0.3% จากเดิมที่ระดับ 0.2%  การดีดตัวขึ้นของยอดค้าปลีกในเดือนพ.ค.ได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายรถยนต์  เมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 3.2% ในเดือนพ.ค.  ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร เพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนพ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนเม.ย.