วิเคราะห์ราคาทองคำ 12 มิ.ย.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นหากราคาทองคำสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,311 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ และทยอยปิดสถานะทำกำไรหากไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,330-1,337 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,311 1,303 1,287  แนวต้าน : 1,337 1,348 1,357

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง  1.30  ดอลลาร์ต่อออนซ์  หลังจากในระหว่างวันราคาทองคำร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,319.60  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงกดดันจากความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น  หลังนักลงทุนคลายความวิตกเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและเม็กซิโก  จากการตัดสินใจระงับการเก็บภาษีนำเข้าจากเม็กซิโกของประธานาธิบดีทรัมป์  ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้เกิดแรงขายทำกำไรทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  ก่อนที่ราคาทองคำจะฟื้นตัวขึ้นในเวลาต่อมา  หลังสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนพ.ค.เมื่อเทียบรายเดือน  ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนพ.ค.ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในภาคการผลิตยังคงชะลอตัว  สถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำถึงภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐที่ยังอยู่ในระดับต่ำ  ซึ่งหนุนการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)อาจปรับ”ลด”ดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งภายในปีนี้  และการคาดการณ์ดังกล่าวกดดันดอลลาร์ให้อ่อนค่าลงจนเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนให้ทองคำฟื้นตัวขึ้นในที่สุด  ด้านกองทุน SPDR  ลดการถือครองทองคำลง -0.24 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยมาตรวัดเงินเฟ้อในภาคผู้บริโภคของสหรัฐอย่างตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) ซึ่งอาจส่งผลต่อการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,330-1,337 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ยังไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเมื่อราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายออกมาเช่นกัน อย่างไรก็ตามหากการอ่อนลงของราคาไม่หลุดโซนแนวรับระยะสั้นอยู่ที่ 1,311 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ประเมินว่าเป็นการอ่อนตัวลงเพื่อสะสมแรงซื้ออีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

สามารถถือสถานะซื้อต่อหากราคาย่อตัวลงไม่หลุดแนวรับ 1,311 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ หากรับความเสี่ยงได้อาจเปิดสถานะซื้อเพิ่มหากราคาสามารถยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้ เพื่อทยอยปิดสถานะทำกำไรหากราคาดีดตัวขึ้นไปไม่ผ่านแนวต้าน 1,330-1,337 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบยูโร,ปอนด์ หลังสหรัฐเผยดัชนี PPI ขยับขึ้นเล็กน้อย  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโรและปอนด์ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (11 มิ.ย.) หลังจากทางการสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยในเดือนพ.ค. นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเติม  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1332 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1315 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2722 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2689 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.6959 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6957 ดอลลาร์สหรัฐ  อย่างไรก็ดี ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.49 เยน จากระดับ 108.42 เยน
  • (+) ทรัมป์โวยสหรัฐเสียเปรียบ เหตุธ.กลางชาติอื่นตรึงดอกเบี้ยต่ำ แต่เฟดกลับขึ้นดอกเบี้ย  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทวีตข้อความในวันนี้ ระบุว่า สหรัฐมีความเสียเปรียบเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ เช่น ยูโร ขณะที่ธนาคารกลางของชาติอื่นยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ แต่อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กลับอยู่ในระดับที่สูงกว่า  “ยูโรและสกุลเงินอื่นได้ถูกลดค่าเงินเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ส่งผลให้สหรัฐเสียเปรียบ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของเฟดอยู่ในระดับที่สูงเกินไป จากการคุมเข้มทางการเงิน แต่เฟดกลับไม่รู้เรื่องเลย” ทวิตเตอร์ระบุ
  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 14.17 จุดจากแรงขายทำกำไร,วิตกสงครามการค้าสหรัฐ-จีน  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (11 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดในแดนบวกติดต่อกันยาวนานถึง 6 วัน นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเติม  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,048.51 จุด ลดลง 14.17 จุด หรือ -0.05% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,885.72 จุด ลดลง 1.01 จุด หรือ -0.03% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,822.57 จุด ลดลง 0.60 จุด หรือ -0.01%
  • (+) อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ฟันธงสหรัฐ-จีนยังไม่บรรลุข้อตกลงการค้าในการประชุม G20  นายครีต วิลเลมส์ อดีตที่ปรึกษาทางการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับจีน แต่สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นในการประชุมสุดยอด G20 ในเดือนนี้  จะไม่มีการทำข้อตกลงในการประชุม G20 แต่ G20 จะช่วยกระตุ้นให้มีการทำข้อตกลงกับจีน” นายวิลเลมส์กล่าว  นายวิลเลมส์คาดการณ์ว่า สหรัฐจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีนภายในกรอบเวลา 3-6 เดือน  นอกจากนี้ เขายังระบุว่า การบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐและเม็กซิโกในสัปดาห์ที่แล้วถือเป็นการส่งสัญญาณบวกต่อการเจรจาการค้ากับจีน
  • (+/-) อังกฤษเริ่มกระบวนการสรรหานายกฯคนใหม่ ประกาศรายชื่อผู้ชนะ 22 ก.ค.  อังกฤษกำลังเริ่มต้นกระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อทดแทนนางเทเรซา เมย์ ซึ่งได้กลายเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ หลังจากที่ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว  เมื่อวานนี้นับเป็นวันสุดท้ายสำหรับการเสนอชื่อผู้ที่จะสมัครเป็นผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมคนใหม่ ซึ่งจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษโดยอัตโนมัติ โดยผู้ที่สมัครเป็นผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมคนใหม่มีจำนวนทั้งสิ้น 10 คน
  • (+/-) สหรัฐเผยดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนพ.ค. สอดคล้องคาดการณ์  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนพ.ค.เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนเม.ย.  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 1.8% ในเดือนพ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 2.2% ในเดือนเม.ย.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PPI จะปรับตัวขึ้น 0.1% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และดีดตัวขึ้น 2.0% เมื่อเทียบรายปี  ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหาร, พลังงาน และภาคบริการ เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนพ.ค. สอดคล้องกับเดือนเม.ย.  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI พื้นฐานเพิ่มขึ้น 2.3% หลังจากเพิ่มขึ้น 2.2% ในเดือนเม.ย.