วิเคราะห์ราคาทองคำ 27 พ.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,277 1,266 1,251

แนวต้าน : 1,291 1,303 1,311

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป ประเด็นนายกเทเรซา เมย์ ของอังกฤษประกาศลาออก ส่งผลให้บรรดาสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อต่างออกมาแสดงความกังวล โดยมูดี้ส์ระบุว่า อังกฤษมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของการเผชิญกับเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลงและภาวะเศรษฐกิจเติบโตชะลอตัวเพิ่มเติม ส่งผลเชิงลบด้านอันดับความน่าเชื่อถืออย่างชัดเจน ขณะที่สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S&P) ระบุว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไปของอังกฤษมีแนวโน้มดำเนินการเบร็กซิทแบบแข็งกร้าวมากกว่านายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษ และอาจฟื้นคืนความเป็นไปได้ของเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลงในฐานะเครื่องมือเจรจา ทั้งนี้ นายบอริส จอห์นสัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ถือเป็นตัวเก็งที่จะเป็นผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมคนใหม่ รวมทั้งจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของอังกฤษ แนวโน้มดังกล่าวส่งผลลบต่อสกุลเงินปอนด์และราคาทองคำ  แนะนำนักลงทุนเก็งกำไรจากการแกว่งตัวระยะสั้น โดยหากราคาทองคำขึ้นทดสอบบริเวณแนวต้าน 1,291-1,303 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถยืนได้อาจเห็นการอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับ ทั้งนี้ ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,279-1,277 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นการเข้าซื้อเพื่อทำกำไร แต่หากราคาผ่านแนวต้าน 1,303 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่ไม่อยากรับความเสี่ยงมากนักให้ชะลอการขายออกไป

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ระหว่างวันราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านโซน 1,291 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้เกิดการอ่อนตัวลงของราคา โดยประเมินแนวรับบริเวณ 1,279-1,277 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากสามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้ก็จะเห็นการดีดตัวขึ้น โดยยังมีโอกาสที่จะราคาทดสอบแนวต้านอีกครั้ง

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position ทยอยลดสถานะลงบริเวณแนวต้าน 1,291 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อลดความเสี่ยง แต่หากรับความเสี่ยงได้มากให้รอดูบริเวณดังกล่าว หากสามารถยืนได้ ให้ปิดสถานะในบริเวณแนวต้านถัดไป

Short Position ปิดสถานะบางส่วนหากราคายังสามารถยืนเหนือแนวรับ 1,279-1,277 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอขายใหม่บริเวณแนวต้าน 1,291-1,303 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับ โซนดังกล่าวให้ชะลอการทำกำไรออกไป

Open New ให้ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้นหรือเปิดสถานะขายบริเวณแนวต้าน 1,291-1,303 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับการเข้าซื้อนักลงทุนอาจซื้อบริเวณแนวรับ 1,279-1,277 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และนักลงทุนฝั่งขายควรตั้งจุดตัดขาดทุนหากราคาผ่านโซน 1,303 ดอลลาร์ต่อออนซ์

าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ผู้ว่าฯ BOJ เตือนศก.โลกมีความไม่แน่นอนสูง,มีความเสี่ยงช่วงขาลง  วันนี้นายฮารุฮิโกะ คูโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง และมีความเสี่ยงช่วงขาลงจากความขัดแย้งทางการค้า, เศรษฐกิจจีนที่กำลังชะลอตัว และการเจรจาของอังกฤษในการแยกตัวจากสหภาพยุโรป  เขากล่าวว่า “มีความไม่แน่นอนในระดับสูงและมีความเสี่ยงช่วงขาลงอย่างมาก”  นายคูโรดะระบุว่า ความกังวลเกี่ยวกับเงินทุนไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่และการอ่อนค่าของสกุลเงินในวงกว้าง บรรเทาลง   เขาระบุว่า การประชุมสุดยอด G20 ในปีนี้จะหารือเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัด และระบุว่ามาตรการทางการค้าระดับทวิภาคีจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความไม่สมดุลดังกล่าว   
  • (+) เฟดนิวยอร์กลดคาดการณ์จีดีพีสหรัฐ Q2 สู่ 1.4%  วันนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กระบุว่า แบบจำลองอย่างไม่เป็นทางการที่ติดตามเศรษฐกิจสหรัฐบ่งชี้ถึงการขยายตัวที่แท้จริงที่ 1.4% ในรอบ 3 เดือนถึงเดือนมิ.ย.  ตัวเลขของแบบจำลอง nowcast ได้รับการทบทวนปรับลดลง 0.38% จากหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากข้อมูลการส่งมอบสินค้าคงทนล่าสุดของผู้ผลิต  สินค้าคงทนถ่วงการขยายตัว 0.23% และปัจจัยสต็อกสินค้าคงคลังและการเปลี่ยนแปลงของยอดคำสั่งซื้อใหม่ถ่วงการขยายตัว 0.03% การปรับลงของยอดขายบ้านทำให้การขยายตัวปรับลง 0.04% และอีก 0.06% เกิดจากการทบทวนปรับต่างๆ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เริ่มต้นวันที่ 1 มี.ค.ที่ 1.2% และแตะระดับสูงถึง 2.2%  ก่อนหน้านี้ เฟดสาขาแอตแลนตาคาดว่า เศรษฐกิจจะเติบโตที่ 1.3% ในไตรมาสปัจจุบัน เทียบกับ 1.2% จากการปรับข้อมูลก่อนหน้า นั่นเกิดจากการปรับตัวดีขึ้นของการลงทุนด้านที่อยู่อาศัยและสต็อกสินค้าคงคลังภาคเอกชน ดัชนีทั่วไปอยู่ที่ระหว่าง 0.9% -1.7%
  • (-) ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดพุ่ง 1.38% รับคาดการณ์จีนออกมาตรการกระตุ้นศก.  ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดตลาดวันนี้พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากการคาดการณ์เรื่องการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังจากที่จีนต้องเผชิญกับสงครามการค้า  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตพุ่ง 39.38 จุด หรือ 1.38% ปิดที่ 2,892.38 จุด  สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า กำไรของบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมของจีนในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย. ปรับตัวลง 3.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี  ทั้งนี้ ผลกำไรโดยรวมของบริษัทอุตสาหกรรมซึ่งมีรายได้ต่อปีมากกว่า 20 ล้านหยวน (ประมาณ 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ที่ระดับ 1.81 ล้านล้านหยวน ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2562 
  • (-) “S&P”คาดผู้ดำรงตำแหน่งต่อจาก”เทเรซา เมย์”จะมีจุดยืนเบร็กซิทที่แข็งกร้าวยิ่งขึ้น  สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S&P) ระบุว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไปของอังกฤษมีแนวโน้มดำเนินการเบร็กซิทแบบแข็งกร้าวมากกว่านายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษ และอาจฟื้นคืนความเป็นไปได้ของเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลงในฐานะเครื่องมือเจรจา  “ในทัศนะของเรา ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากนายกรัฐมนตรีเมย์มีแนวโน้มดำเนินการเบร็กซิทแบบแข็งกร้าวมากขึ้น และเป็นไปได้ที่จะฟื้นคืนเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลงในฐานะเครื่องมือเจรจา แม้ยังต้องจับตาต่อไปว่า พวกเขาจะดำเนินการตามคำขู่ดังกล่าวหรือไม่”  “เราไม่คิดว่าภาวะติดขัดดังกล่าวจะยุติลงโดยง่ายก่อนสิ้นเดือนต.ค.เมื่ออังกฤษถึงกำหนดแยกตัวจากสหภาพยุโรป”
  • (-) “มูดี้ส์”ชี้นายกฯอังกฤษลาออกเพิ่มความเสี่ยงของเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลง  สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์ระบุว่า อังกฤษมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของการเผชิญกับเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลงและภาวะเศรษฐกิจเติบโตชะลอตัวเพิ่มเติม หลังนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษประกาศลาออกในวันศุกร์  นางซาราห์ คาร์ลสัน หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านอังกฤษของมูดี้ส์ระบุว่า “ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเบร็กซิทส่งผลเชิงลบด้านอันดับความน่าเชื่อถืออย่างชัดเจน, ถ่วงการตัดสินใจด้านการลงทุนและการจ้างงาน และท้ายที่สุดถ่วงการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลาออกของนายกรัฐมนตรีเพิ่มความเสี่ยงของเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลง”