วิเคราะห์ราคาทองคำ 23 พ.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG

Hotforex Benefits

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,266 1,251 1,242

แนวต้าน : 1,279 1,291 1,303

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป มีรายงานว่า นางเทเรซา เมย์ นายกอังกฤษอาจประกาศลาออกจากตำแหน่งในวันศุกร์นี้ หลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล อันเนื่องมาจากความล้มเหลวในการผลักดันร่างข้อตกลงเบร็กซิท ทำให้วิกฤติเบร็กซิทรุนแรงขึ้น และบั่นทอนความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของอังกฤษ  ขณะที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดเบร็กซิท เมื่อไร, อย่างไร หรือแม้แต่ว่าเบร็กซิทจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ประเด็นดังกล่าว กดดันปอนด์ให้ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. ซึ่งส่งผลลบต่อยูโรและทองคำ อย่างไรก็ตาม ทองคำได้รับแรงหนุนจากการร่วงลงของตลาดหุ้น เพราะความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าที่ยืดเยื้อระหว่างจีนและสหรัฐ ทั้งนี้ Investment Company Institute ระบุว่า นักลงทุนถอนตัวจากตลาดหุ้นสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการขายสินทรัพย์สุทธิจากกองทุนรวมและกองทุน ETF เกือบ 9.6 พันล้านดอลลาร์ เบื้องต้นราคาแกว่งตัวในกรอบแคบ นักลงทุนควรระวังการไล่ซื้อทองคำ โดยหากราคาไม่สามารถยืนแนวต้าน 1,277-1,279 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แนะนำให้รอการอ่อนตัวของราคาแล้วค่อยเข้าซื้อ เพราะราคายังมีโอกาสอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับ 1,269-1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้านนักลงทุนที่มีทองคำในมือ อาจขายบางส่วนหากราคาไม่ผ่านแนวต้าน

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: หากราคาทองคำขึ้นทดสอบแนวต้านโซน 1,277-1,279 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถผ่านไปได้ อาจทำให้ราคาเกิดการอ่อนตัวลง แต่หากการอ่อนตัวของราคาทองคำยังคงสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,269-1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ราคายังมีโอกาสทดสอบแนวต้านอีกครั้ง

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position ติดตามราคาทองคำบริเวณ 1,277-1,279 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่สามารถผ่านไปได้ให้นักลงทุนขายทำกำไร แต่หากรับความเสี่ยงได้ให้รอดูว่ายืนได้หรือไม่ หากสามารถยืนได้ให้รอไปปิดสถานะในบริเวณ 1,291 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position บริเวณแนวรับ 1,269-1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาไม่หลุดแนวดังกล่าวแนะนำให้ปิดสถานะ แต่หากราคาหลุดแนวดังกล่าวให้ชะลอไปปิดสถานะทำกำไรบริเวณแนวรับถัดไป 1,251 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New ให้จับตาบริเวณแนวรับ 1,269-1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาไม่หลุดแนวรับ นักลงทุนสามารถเปิดสถานะซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น โดยมีเป้าหมายทำกำไรบริเวณแนวต้าน 1,277-1,279 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับ 1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่ถือสถานะซื้ออาจปรับสถานะการลงทุนอีกครั้ง

าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) นักลงทุนยังคงถอนตัวจากตลาดหุ้นสหรัฐต่อเนื่องจากวิตกสงครามการค้า  ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวานนี้โดยสถาบัน Investment Company Institute ระบุว่า นักลงทุนยังคงถอนตัวจากตลาดหุ้นสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยการขายสินทรัพย์สุทธิจากกองทุนรวมและกองทุน ETF เกือบ 9.6 พันล้านดอลลาร์ หลังจากที่แนวโน้มการถอนตัวดังกล่าวดำเนินมาเป็นเวลา 4 สัปดาห์  เงินทุนไหลออกเกือบ 9.6 พันล้านดอลลาร์เกิดขึ้น หลังการปรับลง 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์ในสินทรัพย์สุทธิจากสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งมีการเทขายอย่างต่อเนื่องในตลาดหุ้นที่กำลังปรับขึ้น สำหรับในรอบปีนี้ถึงปัจจุบัน ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 14% จากการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการระงับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย  สัญญาณที่ว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจดำเนินต่อไป ทำให้นักลงทุนมีความวิตกมากขึ้นว่า การทะยานขึ้นของตลาดหุ้นอาจชะลอตัว
  • (+) เศรษฐกิจเยอรมันฟื้นตัวจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือน,ก่อสร้าง  ข้อมูลแสดงวันนี้ว่า การใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่แข็งแกร่งขึ้นและการปรับขึ้นในภาคก่อสร้างเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักเบื้องหลังการเติบโตของเศรษฐกิจเยอรมันที่ฟื้นตัวขึ้นในไตรมาสแรก โดยยืนยันตัวเลขขั้นต้นถึงการขยายตัว 0.4% ต่อไตรมาส และ 0.7% ต่อปี  สำนักงานสถิติของรัฐบาลกลางเยอรมนีระบุว่า การบริโภคของภาคเอกชนปรับขึ้น 1.2% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งส่งผลหนุนการขยายตัว 0.6%  การลงทุนในภาคก่อสร้างปรับขึ้น 1.9% ต่อไตรมาส ซึ่งหนุนการเติบโตโดยรวม 0.2%
  • (+) รมว.คลังสหรัฐเผยสหรัฐจะสกัดโครงการเส้นทางสายไหมของจีน  เมื่อวานนี้นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐระบุว่า ทำเนียบขาวจะสกัดกั้นโครงการระดมทุนทั้งหมดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) สำหรับโครงการเส้นทางสายไหมยุคใหม่ (Belt and Road) ของจีนในกรณีที่โครงการดังกล่าวไม่โปร่งใสเพียงพอ  ในการแถลงต่อคณะกรรมการบริการการเงินของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ นายมนูชินระบุว่า IMF จะเรียกร้องความโปร่งใสอย่างเต็มที่เกี่ยวกับการชำระเงินหรือสินเชื่อที่ออกโดยจีน  เขาเน้นย้ำว่า รัฐบาลสหรัฐจะเดินหน้าโน้มน้าวให้จีนเข้าร่วม Paris Club ซึ่งประกอบด้วยประเทศผู้ให้สินเชื่อรายใหญ่ และร่วมมือกับประเทศอื่นๆ เพื่อเตือนพวกเขาว่า หนี้สินต่อบริษัทจีนจะส่งผลอย่างไร
  • (-) หุ้นอินเดียทำสถิติสูงสุด, รูปี,พันธบัตรปรับขึ้นหลัง“โมดี”ชนะเลือกตั้ง  ตลาดหุ้นอินเดียแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่เงินรูปีและพันธบัตรรัฐบาลปรับขึ้น ขณะที่การนับคะแนนเลือกตั้งทั่วไปแสดงว่า พรรคพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (NDA) ที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดียควบคุมชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2  รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดียระบุวันนี้ว่า พรรรค NDA ซึ่งนำโดยพรรค Bharatiya Janata Party (BJP) ของนายกฯโมดีชนะการเลือกตั้งทั่วไปอย่างถล่มทลาย ในขณะที่เจ้าหน้าที่นับคะแนนหลายร้อยล้านฉบับหลังการเลือกตั้งครั้งใหญ่  ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้งแสดงว่า พรรรค BJP ครองเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎร 292 ที่นั่ง จาก 542 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่า 272 ที่นั่งตามเกณฑ์เสียงข้างมากในสภาล่าง
  • (-) สื่อตปท.ประโคมข่าว”เทเรซา เมย์” เล็งประกาศลาออกจากตำแหน่งในวันพรุ่งนี้  สื่อต่างประเทศ รายงานว่า นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษอาจจะประกาศลาออกจากตำแหน่งในวันศุกร์นี้ ภายหลังจากที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล อันเนื่องมาจากความล้มเหลวในการผลักดันร่างข้อตกลงในการถอนตัวของอังกฤษจากสหภาพยุโรป (Brexit)   เดอะ ไทม์ส ระบุว่า ผู้ที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้น จะได้รับการคัดเลือกในกระบวนการ 2 ขั้นตอน และผู้สมัครชิงตำแหน่งที่ได้รับเลือกจนเหลือ 2 คนสุดท้ายนั้น จะได้รับการคัดเลือกจากการลงคะแนนเสียงของสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมจำนวน 125,000 คน  ก่อนหน้านี้ นางแอนเดรีย ลีดซัม ผู้นำสภาสามัญชนของอังกฤษ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยนางลีดซัมระบุในจดหมายลาออกของเธอว่า เธอไม่เชื่อว่าอังกฤษจะเป็นประเทศที่มีอธิปไตยอย่างแท้จริงผ่านข้อตกลงที่ได้มีการนำเสนอล่าสุด