วิเคราะห์ราคาทองคำ 22 พ.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG

Hotforex Benefits

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,266 1,251 1,242

แนวต้าน : 1,283 1,294 1,303

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญของจีนร่วงลงระหว่างวัน  หลังจากมีรายงานว่า คณะบริหารสหรัฐกำลังพิจารณาการคว่ำบาตรแบบเดียวกับ Huawei ต่อบริษัท Hikvision ซึ่งเป็นบริษัทกล้องวงจรปิดของจีน ทั้งนี้ หุ้นบริษัทกล้องวงจรปิด Hikvision Digital Technology Co Ltd ของจีนที่จดทะเบียนในเซินเจิ้นดิ่งลง 10% หลังมีรายงานว่า สหรัฐอาจขึ้นบัญชีดำบริษัทดังกล่าว ความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าระหว่างจีนและสหรัฐ กระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำเคลื่อนไหวไม่มากนักเพราะนักลงทุนจับตารายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ประจำวันที่ 30 เม.ย.-1 พ.ค. เพื่อประเมินผลกระทบและความเสี่ยงจากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ต่อนโยบายการเงินของเฟด เบื้องต้นในระยะสั้นหากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือบริเวณแนวต้าน 1,280-1,283 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ ยังไม่สามารถผ่านไปได้แนะนำขายทำกำไรบางส่วน และแนะนำนักลงทุนเข้าซื้อเมื่อราคามีการย่อตัวเข้าใกล้บริเวณแนวรับ 1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยหากราคาไม่หลุดแนวรับราคาทองคำยังมีโอกาสแกว่งตัวออกด้านข้างต่อไปในทิศทางอ่อนตัวลง

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ราคาทองคำมีแนวโน้มที่จะแกว่งตัวออกด้านข้างในทิศทางอ่อนตัวลง หากราคาไม่สามารถยืนเหนือบริเวณ 1,280-1,283 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง คาดว่าราคาทองคำจะอ่อนตัวลง แต่หากสามารถยืนเหนือแนวรับ 1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ จะเห็นแรงซื้อทำให้ราคามีการดีดตัวขึ้นในระยะสั้นอีกครั้ง

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position แนะนำให้ทยอยขายทำกำไรตามบริเวณแนวต้าน 1,280-1,283 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากมีสถานะอยู่แล้วอาจชะลอการลงทุนเพิ่มถ้าราคาไม่อ่อนตัวลง

Short Position ปิดสถานะหากราคายังสามารถยืนเหนือแนวรับ 1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดโซนดังกล่าวสามารถรอทำกำไรบริเวณ แนวรับถัดไปที่ 1,251 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New สำหรับนักลงทุนระยะสั้นยังเน้นให้เล่นในกรอบ โดยรอจังหวะขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้นหรือบริเวณแนวต้าน 1,280-1,283 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และให้เข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาบริเวณแนวรับ 1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกทั้งนักลงทุนควรตั้งจุดตัดขาดทุนหากราคาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์

าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ผลสำรวจชี้ชาวอเมริกันครึ่งหนึ่งคาดจะเกิดสงครามกับอิหร่านในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า  การสำรวจความคิดเห็นสาธารณชนของ Ipsos แสดงเมื่อวานนี้ว่า ครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันทั้งหมดเชื่อว่า สหรัฐจะทำสงครามกับอิหร่าน “ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า” ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างทั้ง 2 ประเทศ  ผลสำรวจเมื่อวันที่ 17-20 พ.ค.แสดงว่า ในขณะที่ชาวอเมริกันกังวลเกี่ยวกับอิหร่านในฐานะภัยคุกคามด้านความมั่นคงต่อสหรัฐมากกว่าในปีที่ผ่านมา แต่มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่สนับสนุนให้โจมตีกองทัพอิหร่านเพื่อเป็นการป้องกันล่วงหน้า แต่หากอิหร่านโจมตีกองกำลังทหารสหรัฐก่อน ชาวอเมริกัน 4 ใน 5 เชื่อว่า สหรัฐควรตอบโต้ทางทหารเต็มรูปแบบหรือแบบจำกัด  ความตึงเครียดด้านความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและอิหร่านทวีความรุนแรงในเดือนพ.ค. หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เพิ่มความแข็งกร้าวในจุดยืนต่อต้านอิหร่านและฟื้นคืนการคว่ำบาตรทั้งหมดต่อการส่งออกน้ำมันอิหร่าน หลังตัดสินใจในปีก่อนในการถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างประเทศฉบับปี 2015  ชาวอเมริกัน 49% ไม่เห็นด้วยกับวิธีที่ปธน.ทรัมป์จัดการความสัมพันธ์กับอิหร่าน โดย 31% ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อนโยบายของปธน.ทรัมป์   ผลสำรวจแสดงว่า ผู้ใหญ่ 51% รู้สึกว่า สหรัฐและอิหร่านจะเข้าสู่สงครามภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเพิ่มขึ้น 8% จากการทำผลสำรวจในเดือนมิ.ย.ปีที่ผ่านมา ในผลสำรวจปีนี้ ผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันมองว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามและคาดการณ์ถึงสงคราม
  • (+) ซีอีโอเผยจีนไม่ลงนามข้อตกลงซื้อน้ำมันดิบสหรัฐหลังความขัดแย้งทวีความรุนแรง  เมื่อวานนี้นายจิม ทีค ประธานบริหารของบริษัท Enterprise Products Partners LP ระบุเมื่อวานนี้ว่า บริษัทจีนที่กำลังพิจารณาลงนามข้อตกลงระยะยาวเพื่อซื้อน้ำมันจากผู้ส่งออกน้ำมันสหรัฐ แทบจะหายไปหมด  สหรัฐและจีนอยู่ภายใต้ความขัดแย้งทางการค้านานเกือบ 1 ปีและทวีความร้อนแรงขึ้นเมื่อไม่นานมานี้จากการที่สหรัฐขึ้นภาษีต่อสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์  สงครามการค้าเกือบจะทำให้การส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐไปยังจีนหยุดลง และมีแนวโน้มว่า ผู้ซื้อจีนจะไม่ลงนามในข้อตกลงระยะยาวกับผู้ส่งออกน้ำมันดิบสหรัฐในขณะนี้
  • (-) “จีพีมอร์แกน”ปรับเพิ่มความเป็นไปได้ของเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลงสู่ 25% จาก 15%  วาณิชธนกิจเจพีมอร์แกนของสหรัฐปรับเพิ่มความเป็นไปได้ของเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลง สู่ 25% จาก 15% โดยระบุว่า คาดการณ์พื้นฐานคือนายบอริส จอห์นสัน จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามมาด้วยการเลือกตั้งทั่วไป และจากนั้น จะมีการเลื่อนเบร็กซิทอีกครั้งไปจนถึงสิ้นปีนี้  เจพีมอร์แกนเพิ่มความเป็นไปได้ของการขยายมาตรา 50 ว่าด้วยการแยกตัวของอังกฤษ สู่ 60% เทียบกับ 50% ก่อนหน้านี้ และลดความเป็นไปได้ของการแยกตัวตามเงื่อนไขข้อตกลงถอนตัวของนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษสู่ 15% จาก 35%  ในการวิจัยหัวข้อ “เบร็กซิท: ช่วงเวลาที่น่ากังวลเนื่องจาก “การไร้ข้อตกลง” มีความเป็นไปได้มากขึ้น” นายมัลคอล์ม บาร์ของเจพีมอร์แกนระบุว่า คาดการณ์พื้นฐานคือนายจอห์นสันจะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในต้นเดือนก.ย.
  • (-) สหรัฐเตรียมจัดสรรเงินช่วยเหลือเกษตรกรถั่วเหลืองชดเชยความเสียหายจากสงครามการค้า  สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานเมื่อวานนี้ว่า คณะบริหารภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอยู่ระหว่างพิจารณาการจ่ายเงินโดยตรงแก่เกษตรกรสหรัฐสำหรับถั่วเหลืองเป็นจำนวน 2 ดอลลาร์ต่อบุชเชล ภายใต้มาตรการช่วยเหลือชดเชยความสูญเสียจากสงครามการค้ากับจีน ซึ่งเป็นข้อเสนอที่อาจกระตุ้นการเพาะปลูกถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น แม้อุปทานอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์  จีนเป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองชั้นนำของโลก และแทบจะไม่มีแนวโน้มว่า จีนจะซื้อถั่วเหลืองจำนวนมากจากสหรัฐเป็นปีที่สองติดต่อกัน หลังสงครามการค้าทวีความร้อนแรง ซึ่งทำให้เกษตรกรสหรัฐมีอุปทานถั่วเหลืองเหลือในปริมาณสูงเป็นประวัติการณ์  การจ่ายเงินค่าถั่วเหลืองดังกล่าวจะสูงกว่า 63 เซนต์ต่อบุชเชลที่กำลังพิจารณาสำหรับข้าวสาลี และ 4 เซนต์ต่อบุชเชลสำหรับข้าวโพด ภายใต้ความช่วยเหลือ 2 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อชดเชยความสูญเสียของเกษตรกรสหรัฐจากสงครามการค้า