วิเคราะห์ราคาทองคำ 22 พ.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

Hotforex Benefits

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

พิจารณาโซน 1,280-1,283 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในการเปิดสถานะขาย ขณะที่การเปิดสถานะซื้อจำเป็นต้องรอการอ่อนตัวลงเข้าใกล้แนวรับซึ่งจะเป็นการเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น

แนวรับ : 1,266 1,251 1,242   แนวต้าน : 1,283 1,294 1,303

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 3.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงกดดันจากการฟื้นตัวขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยง  หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ยกเลิกคำสั่งห้ามธุรกิจสหรัฐร่วมงานกับบริษัท Huawei Technologies Co Ltd ของจีน เป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 19 ส.ค.นี้  ทำให้กูเกิลยังคงสามารถร่วมงานกับหัวเว่ยได้ต่อไป และหัวเว่ยก็จะสามารถใช้ระบบแอนดรอยด์ได้เหมือนเดิมจนถึงวันที่ 19 ส.ค.  ความเคลื่อนไหวดังกล่าวหนุนดัชนีดาวโจนส์ให้ปิดบวก 197.43 จุด ส่วนดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq Composite ก็ปิดตลาดในแดนบวกเช่นกัน  จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกดดันราคาทองคำ  นอกจากนี้ราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากการแข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 1 เดือนของสกุลเงินดอลลาร์  หลังจากดอลลาร์เริ่มกลับมาได้รับความสนใจในฐานะสกุลเงินปลอดภัยดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในปีที่แล้ว  ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ  ซึ่งการที่ทองคำกลับเริ่มสูญเสียความน่าดึงดูดใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยให้กับดอลลาร์เป็นอีกปัจจัยที่กดดันให้ราคาทองคำร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบมากกว่า 2 สัปดาห์บริเวณ  1,269.30  ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างวัน  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มวานนี้  +3.52 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยรายงานการประชุม FOMC Meeting Minutes

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำเกิดแรงขายอ่อนตัวลงหลังจากที่ดีดตัวขึ้นมาใกล้  1,280-1,283 ดอลลาร์ต่อออนซ์   เบื้องต้นมีแนวต้านระยะสั้นที่ 1,283-1,294 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่สามารถผ่านไปได้ ประเมินว่าจะเกิดแรงขายกดดันมาเข้าใกล้ 1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

ราคาทองคำมีจุดเสี่ยงเปิดสถานะขายระยะสั้นในบริเวณ 1,280-1,283 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากยืน 1,294 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้) แต่หากราคาอ่อนตัวลงไปก่อนให้พิจารณาบริเวณ 1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดเปิดสถานะซื้อ แต่หากหลุดโซนดังกล่าวแนะนำให้ชะลอการเข้าซื้อ ไม่ควรถือสถานะจำนวนมาก

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเผยยอดขายบ้านมือสองลดลงในเดือนเม.ย. สวนทางคาดการณ์  สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองลดลง 0.4% สู่ระดับ 5.19 ล้านยูนิตในเดือนเม.ย. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่ายอดขายจะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 5.35 ล้านยูนิต จากระดับ 5.21 ล้านยูนิตในเดือนมี.ค.
  • (+) OECD หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้,ปีหน้าต่ำสุดกว่า 30 ปี จากพิษสงครามการค้า  องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ และปีหน้า สู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 30 ปี โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน  ทั้งนี้ OECD ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ และปีหน้า สู่ระดับ 3.2% และ 3.4% ตามลำดับ จากเดิมที่คาดการณ์ในเดือนพ.ย.ปีที่แล้วที่ระดับ 3.5% สำหรับทั้งสองปี หลังจากมีการขยายตัว 3.5% ในปีที่แล้ว  OECD ระบุว่า ความตึงเครียดทางการค้าจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มในระยะสั้น และระยะกลาง ขณะที่บั่นทอนการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยสร้างความไม่แน่นอนต่อการลงทุนและการค้า  OECD เตือนว่า การทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะกระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกมากกว่า 0.6% ในช่วงเวลา 2-3 ปี
  • (+) ปอนด์ดีดตัว หลังมีข่าวนายกฯอังกฤษไฟเขียวฟรีโหวตทำประชามติ Brexit  ปอนด์ดีดตัวขึ้นเทียบดอลลาร์และยูโร หลังมีข่าวว่า นายกรัฐมนตรีอังกฤษยื่นข้อเสนอให้สมาชิกรัฐสภาสามารถลงคะแนนเสียงโดยเสรีต่อกรณีการทำประชามติเป็นครั้งที่ 2 ว่าด้วยการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)  ณ เวลา 22.49 น.ตามเวลาไทย ปอนด์แข็งค่า 0.21% สู่ระดับ 1.2753 ดอลลาร์ และปรับตัวขึ้น 0.31% สู่ระดับ 0.8747 เทียบยูโร  ทั้งนี้ นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ยื่นข้อเสนอให้สมาชิกรัฐสภาสามารถลงคะแนนเสียงโดยเสรีต่อกรณีการทำประชามติ Brexit เป็นครั้งที่ 2 หากรัฐสภาให้การอนุมัติข้อตกลง Brexit ของนางเมย์  การที่สมาชิกรัฐสภาสามารถลงคะแนนเสียงโดยเสรี บ่งชี้ว่าสมาชิกสามารถโหวตโดยไม่ถูกกำหนดตามมติพรรค ซึ่งจะเพิ่มความเป็นไปได้ที่อังกฤษจะมีการจัดทำประชามติครั้งใหม่เกี่ยวกับ Brexit
  • (-) หุ้นวอลล์สตรีทปรับขึ้นจากการผ่อนปรนการควบคุม Huawei  หุ้นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีหนุนตลาดวอลล์สตรีทในวันอังคาร หลังสหรัฐผ่อนปรนการควบคุมบริษัท Huawei Technologies Co Ltd ของจีนชั่วคราว ผ่อนคลายความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับแรงกดดันด้านผลประกอบการบริษัทในอนาคตในกลุ่มดังกล่าว  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐขึ้นบัญชีดำบริษัท Huawei เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้บริษัทหลายแห่งระงับการทำธุรกิจกับบริษัทผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมขนาดใหญ่ที่สุดของโลกแห่งนี้ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่อาจถ่วงยอดขายของพวกเขา หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิพ ซึ่งจำนวนมากจำหน่ายสินค้าแก่ Huawei เผชิญการการเทขายในวันจันทร์  แต่ในช่วงต่อมาของวันจันทร์ สหรัฐอนุญาตให้บริษัท Huawei ซื้อสินค้าสหรัฐถึงวันที่ 19 ส.ค. พัฒนาการดังกล่าวสร้างความผ่อนคลายแก่หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิพ ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 197.43 จุด หรือ 0.77% สู่ 25,877.33 ในวันอังคาร ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 24.13 จุด หรือ 0.85% สู่ 2,864.36 และดัชนี Nasdaq Composite ปิดบวก 83.35 จุด หรือ 1.08% สู่ 7,785.72
  • (+/-) สี จิ้นผิงส่งสัญญาณพร้อมเปิดศึกการค้ายืดเยื้อกับสหรัฐ  ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน กล่าวส่งสัญญาณในวันนี้ว่า จีนพร้อมที่จะทำสงครามการค้าที่ยืดเยื้อกับสหรัฐ  “เราอยู่ที่นี่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทัพทางไกล (Long March) เพื่อระลึกถึงช่วงเวลาที่กองทัพแดงได้เริ่มออกเดินทัพ” ปธน.สี จิ้นผิงกล่าวปราศรัยที่มณฑลเจียงสี  “ขณะนี้ เรากำลังเตรียมเดินทัพทางไกลครั้งใหม่ และเราจะต้องเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง” รายงานจากหนังสือพิมพ์เซาธ์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ระบุถึงคำกล่าวของปธน.สี จิ้นผิง  ถึงแม้ปธน.สี จิ้นผิงไม่ได้ระบุถึงสหรัฐ หรือการทำสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ แต่ถ้อยคำของปธน.สี จิ้นผิงถูกตีความว่า เป็นการส่งสัญญาณว่าจีนจะไม่ยอมแพ้ต่อสหรัฐในเร็วๆนี้