วิเคราะห์ราคาทองคำ 21 พ.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

Hotforex Benefits

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ราคาทองคำยังคงพยายามยืนเหนือ 1,272 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากสามารถยืนเหนือบริเวณดังกล่าวได้ มีแนวโน้มขึ้นทดสอบ 1,283 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าไม่สามารถปรับขึ้นไปยืนได้ อาจเกิดแรงขายออกมากดดันราคาอีกครั้ง

แนวรับ : 1,272 1,266 1,251  แนวต้าน : 1,283 1,294 1,303

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 0.70  ดอลลาร์ต่อออนซ์  หลังจากวันศุกร์ราคาปรับตัวลงแรงจากการแข็งค่าของดอลลาร์  ขณะที่วานนี้ราคาทองคำพยุงตัวรักษาระดับไว้ได้  โดยได้รับแรงหนุนจากการร่วงลงของตลาดหุ้นสหรัฐท่ามกลางความวิตกว่าสงครามการค้าจีนและสหรัฐอาจทวีความรุนแรงขึ้น   หลังจากสัปดาห์ที่แล้วสหรัฐประกาศแบนบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ของจีน ทำให้อัลฟาเบท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล สั่งระงับการทำธุรกิจกับบริษัทหัวเว่ย ขณะที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เดินทางไปเยี่ยมโรงงานผลิตแร่แรร์เอิร์ธ (Rare-earth) ซึ่งเป็นแร่สำคัญในการผลิตชิป  และสหรัฐต้องนำเข้าแร่ดังกล่าวจากจีนถึง 80% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด  ส่งผลให้ตลาดวิตกว่าจีนอาจจะใช้แร่ดังกล่าวเป็นตัวเลือกในการตอบโต้สหรัฐ  นอกจากนี้ทองคำยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์อีกด้วย  แม้จะได้รับแรงหนุนแต่ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวในกรอบ 1,279.03-1,273.56  ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อรอควมชัดเจนทั้งจากประเด็นสงครามการค้าจีน-สหรัฐ  รวมไปถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)และรายงานการประชุม FOMC Meeting Minutes  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดขายบ้านมือสองของสหรัฐ  รวมไปถึงถ้อยแถลงของนายชาร์ลส์ อีแวนส์  ประธานเฟดสาขาชิคาโก และนายเอริค โรเซนเกรน  ประธานเฟดสาขาบอสตัน

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำปรับตัวลงมาพอเข้าใกล้โซนแนวรับ 1,272 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจมีแรงดีดกลับสั้นๆ เบื้องต้นราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบหลังจากราคาอ่อนตัวลงจึงอาจต้องระวังแรงขายกลับลงมาอีกครั้ง หากมีแรงซื้อในระดับจำกัด โดยประเมินแนวต้านที่ 1,283-1,294 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นทำกำไรจากการแกว่งตัวของราคา โดยอาจเสี่ยงขายเก็งกำไรระยะสั้นตามบริเวณแนวต้าน โดยควรตั้งจุดตัดขาดทุน หากเกิดแรงซื้อในระดับสูง สำหรับจุดขายนั้น อาจพิจารณาขายหากไม่ผ่านโซน 1,283-1,294 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และจุดที่น่าสนใจในการซื้อคืนจะอยู่ที่ 1,272-1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สี จิ้นผิง เดินทางเยือนโรงงานแร่หายาก คาดเป็นไม้เด็ดศึกการค้าสหรัฐ  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้เดินทางเยือนบริษัท JL MAG Rare-Earth ซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานแปรรูปแร่หายากแห่งหนึ่งในมณฑลเจียงซี เพื่อเรียนรู้กระบวนการผลิตและการบริหารกิจการของบริษัทดังกล่าว เช่นเดียวกับความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมแร่หายาก โดยเป็นการเดินทางเยือนในประเทศครั้งแรกของปธน.สี นับตั้งแต่ที่การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนได้ยกระดับขึ้น  ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกจับตามองจากสื่อหลายแห่ง เพราะแร่หายากนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ทั้งยังไม่อยู่ในรายการสินค้าที่สหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าด้วย ส่งผลให้แร่หายากดูมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และสะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐจำเป็นต้องพึ่งพาจีนอยู่บ้างในฐานะผู้ผลิตแร่หายากรายใหญ่ของโลก  นักวิเคราะห์มองว่า การเดินทางเยือนบริษัทแห่งนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงสหรัฐในเรื่องการค้า และอาจใช้แร่หายากเป็นอาวุธเด็ดในศึกเจรจาการค้ากับสหรัฐ ซึ่งมีการคาดการณ์กันอย่างต่อเนื่องว่า รัฐบาลจีนอาจสั่งห้ามส่งออกแร่หายากเพื่อเอาคืนสหรัฐ ที่ได้ตัดสินใจเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีน  ผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยว่า หากจีนแบนส่งออกแร่หายากไปสหรัฐแล้ว สหรัฐอาจถูกบีบให้ต้องสำรวจแร่หายากเอง แต่ก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะผลิตแร่หายากได้ตามความต้องการ ซึ่งในช่วงเวลานี้เองสหรัฐอาจขาดแคลนแร่หายากจนผลิตสินค้าไม่ได้ และสหรัฐจะเป็นฝ่ายเดือดร้อนเอง 
  • (+) ทูตจีนประจำ EU เตือน รัฐบาลจีนอาจตอบโต้สหรัฐหลัง ทรัมป์ สั่งแบน หัวเว่ย  นายจาง หมิง เอกอัคราชทูตจีนประจำสหภาพยุโรป (EU) เตือนว่า รัฐบาลจีนอาจจะดำเนินการตอบโต้สหรัฐ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขึ้นบัญชีดำบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายรายใหญ่ของจีน  นายจางได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวานนี้ว่า การกระทำดังกล่าวของปธน.ทรัมป์ถือเป็นความผิดพลาด และอาจจะถูกจีนใช้มาตรการตอบโต้ พร้อมระบุว่า สิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมายและผลประโยชน์ของบริษัทจีนได้รับความเสียหาย ซึ่งรัฐบาลจีนคงจะไม่นิ่งเฉยในเรื่องนี้  ทั้งนี้ นายจางกล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวของสหรัฐมีแรงจูงใจทางการเมือง และใช้มาตรการควบคุมการส่งออกอย่างไม่เหมาะสม พร้อมระบุว่า รัฐบาลสหรัฐพยายามปิดกั้นบริษัทหัวเว่ยผ่านทางการบริหารงานของรัฐ  นอกจากนี้ เอกอัคราชทูตจีนประจำ EU ยังกล่าวด้วยว่า มีความเป็นไปได้ที่ทางการจีนจะใช้มาตรการปกป้องสิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมายและผลประโยชน์ของบริษัทจีน พร้อมกับเรียกร้องให้สหรัฐยุติการดำเนินการที่เป็นภัยต่อจีน เพื่อหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์อันร้าวฉานระหว่างสองประเทศ
  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก ขณะตลาดจับตาถ้อยแถลงประธานเฟด  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (20 พ.ค.) ขณะที่นักลงทุนจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงยอดขายบ้านใหม่และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนประจำเดือนเม.ย.  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.97 เยน จากระดับ 110.10 เยน  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1168 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1159 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2726 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2725 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.6905 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6866 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 84.10 จุด เหตุหุ้นเทคโนฯร่วงหลังสหรัฐแบน หัวเว่ย  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (20 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มผู้ผลิตชิพ หลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศขึ้นบัญชีดำบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ของจีน ขณะที่อัลฟาเบท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล ได้ระงับการทำธุรกิจกับบริษัทหัวเว่ย ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ตลาดวิตกกังวลว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,679.90 จุด ลดลง 84.10 จุด หรือ -0.33% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,840.23 จุด ลดลง 19.30 จุด หรือ -0.67% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,702.38 จุด ลดลง 113.91 จุด หรือ -1.46%