วิเคราะห์ราคาทองคำ 15 พ.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,292 1,281 1,272

แนวต้าน : 1,311 1,324 1,333

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ของอังกฤษอาจล้มเหลวอีกครั้งในการผลักดันให้ข้อตกลงเบร็กซิทของเธอได้รับการอนุมัติ และอาจจะเผชิญกับการท้าทายด้านความเป็นผู้นำในเร็วๆนี้ ซึ่งจะเพิ่มเติมต่อความไม่แน่นอนต่างๆ ทั้งนี้ นายแคร์ สตาร์เมอร์ รมว.เงาเบร็กซิทกล่าวกับนสพ. เดอะ การ์เดียนว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติ 150 คนจากพรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของอังกฤษ จะปฏิเสธข้อตกลงที่ไม่รวมถึงการทำประชามติยืนยันเบร็กซิท แนวโน้มดังกล่าว กดดันสกลุเงินปอนด์อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดรอบ 3 เดือน ซึ่งส่งผลลบต่อสกุลเงินยูโรและราคาทองคำ แนะนำจับตาโซนบริเวณ 1,292 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ว่าราคาจะสามารถยืนได้มั่นคงหรือไม่ หากยืนได้ประเมินว่าราคามีโอกาสทดสอบแนวต้านโซน 1,307-1,311 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้ายังไม่สามารถผ่านแนวต้านดังกล่าวได้ แนะนำให้แบ่งทองคำออกขายเพื่อลดความเสี่ยงแล้วรอราคาปรับลงสู่แนวรับอีกครั้ง โดยหากราคาไม่หลุดอาจทำให้มีแรงซื้อเข้ามารับไว้ ซึ่งจะช่วยให้ราคาขยับขึ้นมาอีกครั้ง

จจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot:ราคาทองคำพยายามทรงตัวเหนือโซน 1,292 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหากไม่ถูกแรงขายออกมาก่อน อาจมีโอกาสขึ้นชนบริเวณ 1,307-1,311 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากสามารถยืนเหนือโซนแนวต้านดังกล่าวได้ก็จะเห็นการดีดตัวขึ้นต่อ โดยมีโอกาสที่จะราคาทดสอบแนวต้านถัดไป

กลยุทธ์ Gold Futures:

LongPosition หากราคาไม่สามารถฝ่าแนวต้าน 1,307-1,311 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ แนะนำให้ขายทำกำไรออกมา และรอซื้อเก็งกำไรครั้งต่อไปเมื่อราคามีการย่อตัวลงมายืนเหนือแนวรับ 1,292 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position ถ้าราคาขึ้นไปยืนเหนือแนวต้าน 1,311 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแรง ให้ปิดสถานะเพื่อลดความเสี่ยง แต่หากยังไม่ผ่านแนวต้าน แนะนำให้รอทำกำไรบริเวณ 1,292 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New รอจังหวะที่ราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,307-1,311 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจแบ่งทองคำออกขายบางส่วน และเมื่อเกิดการปรับตัวลงมา อาจเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้นที่แนวรับแรกในโซน 1,292 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อรอจังหวะดีดตัว ที่สำคัญถ้าหลุดโซน 1,281 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจต้องลดสถานะลงเพื่อลดความเสี่ยง

าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดอ่อนตัวลง เหตุวิตกสงครามการค้าตึงเครียด  ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดวันนี้อ่อนตัวลง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ทวีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น  ดัชนี pan-European STOXX 600 ปรับตัวลง 0.45 ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดวันนี้ที่ 5,365.37 จุด ลดลง 8.89 จุด, -0.17% ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันเปิดวันนี้ที่ 12,077.36 จุด ลดลง 22.21 จุด, -0.18%  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเพื่อห้ามบริษัทของสหรัฐจากการใช้เทคโนโลยีและบริการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของบริษัทที่สหรัฐเชื่อว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่พุ่งเป้าอย่างชัดเจนไปที่บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ ของจีน  คำสั่งของปธน.ทรัมป์ซึ่งมีขึ้นในวันพุธตามเวลาสหรัฐนั้น ไม่ได้ระบุถึงประเทศหรือบริษัทใดเป็นพิเศษ แต่สหรัฐได้เรียกร้องประเทศอื่นๆ ไม่ให้ใช้เทคโนโลยีของหัวเว่ยในเครือข่าย 5G เนื่องจากเชื่อว่า อาจเป็นการเปิดโอกาสให้จีนทำการจารกรรมข้อมูล
  • (+) UBS คาดกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นจีนเพิ่มขึ้นปีนี้ ขานรับ MSCI  ธนาคารยูบีเอส เอจี ได้เปิดเผยผลวิจัยว่า กระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นจีนจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ เนื่องจากการตัดสินใจเพิ่มสัดส่วนปัจจัยการรวมหุ้นกระดานเอของตลาดหุ้นจีนจาก 5% เป็น 20% ภายในปีนี้ โดย MSCI ซึ่งเป็นผู้ให้บริการดัชนีระดับโลก   สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การให้น้ำหนักหุ้นกระดานเอของตลาดหุ้นจีนในดัชนี MSCI Emerging Market เพิ่มเป็น 3.3% ภายในเดือนพ.ย.นั้น เพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ 0.7%   รายงานการวิจัยระบุว่า การเพิ่มน้ำหนักของ MSCI ล่าสุดนั้น น่าจะช่วยกระตุ้นกระแสเงินทุนเข้าสู่หุ้นกระดานเออย่างน้อย 6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองแบบสะสมของต่างชาติมีมูลค่าสูงกว่า 1.60 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ   การจัดสรรหุ้นกระดานเอเพิ่มขึ้นนั้น ถือเป็นแนวโน้มเชิงโครงสร้างระยะยาวสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
  • (-) IIF เผยสงครามการค้ากระตุ้นเงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่มากที่สุดในรอบ 7 เดือน  สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) ระบุในรายงานเมื่อวานนี้ว่า ตลาดเกิดใหม่เผชิญภาวะเงินทุนไหลออกมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐทวีความรุนแรง  ภาวะเงินทุนไหลออกของตลาดเกิดใหม่นำโดยหุ้นจีน ซึ่งเผชิญการไหลออก 1.5 พันล้านดอลลาร์ในวันจันทร์ หลังนักลงทุนนำเงินออกตลาด 2.5 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา  นายโจนาธาน ฟอร์ทัน และนายเกร็ก บาซิล นักเศรษฐศาสตร์ของ IIF ระบุว่า เงินไหลออกจากไต้หวันแตะ 400 ล้านดอลลาร์เมื่อวานนี้ และตลาดเกิดใหม่อื่นๆในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้, อินเดีย และอินโดนีเซีย “เผชิญแนวโน้มเช่นเดียวกับจีน ซึ่งเน้นย้ำถึงความเสี่ยงต่อตลาดเกิดใหม่ในวงกว้างจากความตึงเครียดทางการค้าสหรัฐ-จีนที่เพิ่มขึ้น”  แต่เม็ดเงินไหลเข้าสู่พันธบัตรยังคงทรงตัว โดยไทยมีการไหลเข้ารายวันสูงสุดในรอบเกือบ 3 เดือนในสัปดาห์นี้ ที่กว่า 240 ล้านดอลลาร์  IIF ระบุว่า เม็ดเงินไหลออกเมื่อไม่นานมานี้อยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ 1.1 พันล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค.ปีที่ผ่านมา
  • (-) เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดบวก 16.69 จุด หลังหัวเว่ยแถลงกรณีสหรัฐประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ  ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดตลาดวันนี้ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ จะประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเพื่อห้ามบริษัทของสหรัฐจากการใช้เทคโนโลยีและบริการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของบริษัทที่สหรัฐเชื่อว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่พุ่งเป้าอย่างชัดเจนไปที่บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ ของจีน  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตบวก 16.69 จุด หรือ 0.57% ปิดที่ 2,955.37  บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ ได้แถลงต่อสื่อมวลชนในวันนี้ว่า การที่สหรัฐพยายามกีดกันหัวเว่ยออกจากการทำธุรกิจในสหรัฐนั้น จะยิ่งทำให้สหรัฐล้าหลังในการพัฒนาโครงข่ายไร้สายในระบบ 5G และจะก่อให้เกิดประเด็นต่างๆทางกฎหมายตามมา