วิเคราะห์ราคาทองคำ 15 พ.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,292 1,281 1,272

แนวต้าน : 1,311 1,324 1,333

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป แท่นขุดเจาะน้ำมัน 2 แห่งของซาอุดิอาระเบียถูกโจมตีโดยโดรนติดอาวุธ สองวันหลังจากเกิดเหตุก่อวินาศกรรมเรือบรรทุกน้ำมันใกล้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกองทัพสหรัฐประเมินว่าเป็นภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากกองกำลังสนับสนุนอิหร่าน ขณะที่อิหร่านประกาศยุติพันธสัญญาบางประการภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับปี 2015 กับชาติมหาอำนาจโลกอย่างเป็นทางการ หลังจากสหรัฐถอนตัวแต่เพียงฝ่ายเดียวจากข้อตกลงและออกมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่  ท่าทีดังกล่าวสร้างความกังวลว่า สหรัฐและอิหร่านอาจเข้าใกล้ความขัดแย้งทางทหารมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวยังคงสร้างแรงซื้อพยุงราคาทองคำไว้ แนะนำให้รอจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงโดยใช้แนวรับบริเวณ 1,292 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และควรตัดขาดทุนหากราคาหลุด 1,281 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ประกอบกับหากราคาทองคำขยับขึ้นแนะนำจับตาแนวต้านโซน 1,307-1,311 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่มีทองคำในมือ อาจขายบางส่วนหากราคาไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน  แต่หากสามารถผ่านไปได้ให้รอไปขายบริเวณแนวต้านถัดไป

จจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: หากแนวรับแรกโซน 1,292 ดอลลาร์ต่อออนซ์ยังรับเอาไว้ได้ มองว่าราคาพยายามทรงตัวและกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1,307-1,311 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหากไม่ถูกแรงขายออกมาก่อน แต่ถ้าหากยืนเหนือแนวรับแรกไม่ได้ ประเมินว่าอาจย่อลงมาถึงโซนแนวรับถัดไป 1,281 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position นักลงทุนควรลดความเสี่ยงโดยการปิดสถานะ หากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านบริเวณ 1,307-1,311 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตัดขาดทุนหากราคาทองคำได้ดิ่งลงต่ำกว่าแนวรับ 1,281 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position นักลงทุนสามารถปิดสถานะหากราคาทองคำลงมาบริเวณ 1,292 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากหลุดแนวดังกล่าว ก็สามารถรอทำกำไรในแนวรับถัดไปโซน 1,281 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New แนะนำให้เข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตังลงบริเวณแนวรับ 1,292-1,281 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ควรตัดขาดทุนหากหลุด 1,281 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หากราคาดีดตัวขึ้นไม่ผ่านโซน 1,307-1,311 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ให้หาจังหวะขายทำกำไร

าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) อิหร่านประกาศยุติพันธสัญญาบางประการภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ วันนี้สำนักข่าว ISNA รายงานอ้างอิงเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานด้านพลังงานปรมาณูของอิหร่านว่า อิหร่านยุติพันธสัญญาบางข้อภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับปี 2015 กับชาติมหาอำนาจโลกอย่างเป็นทางการ ตามคำสั่งจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่าน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านแจ้งจีน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, รัสเซีย และสหราชอาณาจักรถึงการตัดสินใจของอิหร่านในการระงับพันธสัญญาบางประการภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ ในช่วงหนึ่งปีหลังจากสหรัฐถอนตัวแต่เพียงฝ่ายเดียวจากข้อตกลงและออกมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ ภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ อิหร่านได้รับอนุญาตให้ผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะต่ำที่ขีดจำกัด 300 กิโลกรัมและผลิตน้ำมวลหนักโดยจำกัดสต็อกที่ประมาณ 130 ล้านตัน อิหร่านสามารถส่งออกปริมาณส่วนเกินสำหรับการกักตุนหรือจำหน่าย เจ้าหน้าที่ระบุว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปอิหร่านจะไม่จำกัดการผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและน้ำมวลหนัก
  • (+) เศรษฐกิจเยอรมันโต 0.4% ใน Q1 ได้แรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศ ข้อมูลขั้นต้นแสดงวันนี้ว่า เศรษฐกิจเยอรมันเริ่มต้นอย่างแข็งแกร่งในปี 2019 โดยกลับสู่การเติบโตในไตรมาสแรกจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่สูงขึ้นและการก่อสร้างที่เฟื่องฟู สำนักงานสถิติรัฐบาลกลางเยอรมนีระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป ขยายตัว 0.4% เมื่อเทียบรายไตรมาส ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ข้อมูลที่ได้รับการปรับตามปฏิทินแสดงว่า เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า เศรษฐกิจเยอรมันเติบโต 0.7% จากเดือนม.ค.-มี.ค. นั่นสอดคล้องกับคาดการณ์เช่นกัน
  • (-) รองผู้ว่าฯธ.กลางอังกฤษชี้ความไม่แน่นอนเบร็กซิทกระทบธุรกิจบางส่วน  นายจอน คันลิฟฟ์ รองผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ระบุเมื่อวานนี้ว่า ความไม่แน่นอนที่ว่า อังกฤษจะแยกตัวจากสหภาพยุโรป (EU) ภายในวันที่ 31 ต.ค.หรือไม่ และเงื่อนไขเบร็กซิทจะเป็นอย่างไร ขัดขวางธุรกิจบางส่วนจากการลงทุน เขากล่าวว่า “ไม่มีความชัดเจนว่า เราจะได้วิธีแก้ปัญหาเบร็กซิทก่อนฤดูร้อนนี้หรือไม่ เราอาจหาวิธีได้ภายในเดือนต.ค. หรือกำหนดเส้นตายอาจเลื่อนออกไปอีก” เขาระบุว่า เขาได้สอบถามกลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับแผนการลงทุนของพวกเขาระหว่างการเยือนเมืองเบอร์มิงแฮม “บางรายระบุว่า เราจำเป็นต้องทำการลงทุนและเราไม่สามารถรอ” แต่รายอื่นๆระบุว่า เป็นการเสี่ยงมากเกินไปในขณะนี้ และพวกเขาจำเป็นต้องรอ”
  • (+/-) ทรัมป์ปฏิเสธข่าวเตรียมส่งทหาร 120,000 นายเข้าประจำการในตอ.กลางเพื่อต่อสู้อิหร่าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์สซึ่งระบุว่า เจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงระดับสูงของสหรัฐกำลังพิจารณาที่จะส่งกำลังทหารกว่า 120,000 นายเข้าไปประจำการที่ตะวันออกกลางเพื่อต่อสู้กับอิหร่าน ปธน.ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า “นี่เป็นข่าวปลอม สำหรับคำถามที่ว่าผมจะทำหรือไม่นั้น แน่นอนว่าผมคงทำ แต่เรายังไม่มีแผนการดังกล่าวในตอนนี้” “ผมหวังว่าเราจะไม่ต้องวางแผนเพื่อรับมือกับเหตุการณ์นี้ แต่หากเราต้องลงมือทำจริง ๆ ผมจะส่งกำลังทหารไปให้มากกว่าจำนวนที่ระบุข่าวลือ” ปธน.ทรัมป์กล่าว หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า นายแพทริค ชานาฮาน รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้เสนอแผนกลยุทธ์ต่อเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของรัฐบาลปธน.ทรัมป์ โดยจะมีการส่งกองกำลังทหารทั้งหมด 120,000 นายไปประจำการในตะวันออกกลาง เพื่อรับมือกับการโจมตีของอิหร่านหรือการใช้อาวุธนิวเคลียร์
  • (+/-) ผู้นำสูงสุดอิหร่านชี้จะไม่มีสงครามกับสหรัฐ อยาตอลลาห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านระบุเมื่อวานนี้ว่า อิหร่านไม่ได้ต้องการทำสงครามกับสหรัฐ แม้ความตึงเครียดทวีความร้อนแรงขึ้นระหว่างสองประเทศเกี่ยวกับความสามารถทางนิวเคลียร์และโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน คาเมนีย้ำว่า อิหร่านจะไม่เจรจากับสหรัฐประเด็นข้อตกลงนิวเคลียร์อีก เขากล่าวว่า “จะไม่มีสงครามใดๆ อิหร่านเลือกเส้นทางอดกลั้น เราไม่ได้ต้องการทำสงครามและพวกเขาเช่นกัน พวกเขาทราบว่า สงครามไม่ได้เป็นผลประโยชน์ของพวกเขา”