วิเคราะห์ราคาทองคำ 10 พ.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,272 1,266 1,251

แนวต้าน : 1,292 1,311 1,324

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป การศึกษาจากบริษัท Trade Partnership ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาการค้าระหว่างประเทศประมาณว่า ผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีครั้งล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอาจจะทำให้ครอบครัวสหรัฐโดยเฉลี่ยที่มีสมาชิก 4 คนต้องเสียค่าใช้จ่าย 767 ดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ Oxford Economics คาดการณ์ว่า ภายในปลายปี 2020 ภาษีดังกล่าวอาจจะนำไปสู่การตกงาน 200,000 ตำแหน่ง ความกังวลดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อทองคำ อย่างไรก็ตาม สถานีโทรทัศน์ FOX Business Network รายงานว่า คาดว่าปธน.ทรัมป์ของสหรัฐและปธน.สี จิ้นผิง ของจีนจะหารือกันทางโทรศัพท์ หลังการเจรจาการค้ารอบล่าสุดไม่มีผลใดๆ นักลงทุนบางส่วนคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ว่าอาจยังคงมีข้อตกลงการค้าเพื่อยับยั้งภาษี จึงส่งผลให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวไม่มาก การลงทุนยังคงต้องซื้อขายด้วยความระมัดระวัง โดยเน้นซื้อขายทำกำไรระยะสั้น หากปรับตัวขึ้นไม่ผ่านแนวต้าน แนะนำให้เปิดสถานะขาย ทั้งนี้ประเมินแนวต้านที่ 1,292-1,295 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่ผ่านแนวต้าน มีแนวโน้มอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับ 1,272 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือแนวรับถัดไป 1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์

จจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: หากราคาทองคำดีดตัวขึ้น ยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรที่สลับออกมาเพิ่ม ประเมินแนวต้านที่ 1,292-1,295 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาไม่สามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านดังกล่าวได้ จะเห็นการย่อตัวกลับลงมาอีกครั้ง ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,272-1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาไม่หลุดแนวรับดังกล่าวจะเกิดแรงซื้อให้ราคาดีดตัวขึ้นอีกครั้ง

 กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position แนะนำให้ทยอยปิดสถานะทำกำไรตามบริเวณแนวต้าน 1,292 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นชุดๆ เพื่อรอจังหวะเข้าซื้อใหม่หากราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดแนวรับ 1,272-1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position ให้ปิดสถานะเมื่อราคาย่อตัวสู่แนวรับ 1,272 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากยืนไม่อยู่สามารถรอปิดสถานะไปที่แนวรับถัดไป 1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำให้อาจชะลอการเปิดสถานะขายออกไปก่อนเพื่อประเมินแรงขายอีกครั้ง

Open New พิจารณาบริเวณ 1,292-1,295 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่ผ่านอาจเปิดสถานะขายเพื่อเก็งกำไรโดยมีเป้าหมายทำกำไร 1,272 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากรับความเสี่ยงได้น้อยอาจรอซื้อที่แนวรับสำคัญ 1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากหลุดให้ชะลอการเปิดสถานะซื้อออกไปก่อนเพื่อประเมินแรงซื้ออีกครั้ง

าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ชาวอเมริกันจะรู้สึกถึงผลกระทบของภาษี”ทรัมป์”ในอีก 3 หรือ 4 เดือน นักเศรษฐศาสตร์และที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมระบุว่า อาจต้องใช้เวลา 3 หรือ 4 เดือนสำหรับชาวอเมริกันในการรู้สึกถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีครั้งล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ แต่ผู้ค้าปลีกแทบจะไม่ทางเลือกนอกจากการปรับขึ้นราคาสินค้าในวงกว้าง เพื่อชดเชยกับการปรับขึ้นของต้นทุนการนำเข้าก่อนสายเกินไป นักวิเคราะห์คนหนึ่งระบุว่า ผลกระทบดังกล่าวจะไม่จบสิ้นเพียงแค่นั้น โดยเกือบจะแน่นอนว่า แผนของปธน.ทรัมป์ในการปรับขึ้นภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สู่ 25% จาก 10% จะชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐ และหากภาษียังดำเนินต่อไปในระยะเวลายาวนาน อาจกระทบต่อตำแหน่งงานหลายแสนตำแหน่งของชาวอเมริกัน ปธน.ทรัมป์ได้สั่งการให้ภาษีใหม่มีผลบังคับใช้ในเวลา 11.01 น.ตามเวลาในไทยในวันนี้และจะกระทบต่อสินค้าที่ออกจากท่าเรือต่างๆของจีนหลังจากนั้น เนื่องจากไม่พอใจต่อกรณีที่จีนผิดคำสัญญาที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ในการเจรจาการค้ารอบล่าสุดของทั้งสองประเทศ  การศึกษาจากบริษัท Trade Partnership ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาการค้าระหว่างประเทศประมาณว่า ภาษีอาจจะทำให้ครอบครัวสหรัฐโดยเฉลี่ยที่มีสมาชิก 4 คนมีค่าใช้จ่าย 767 ดอลลาร์/ปี ขณะที่ Oxford Economics ซึ่งเป็นบริษัทคาดการณ์ระบุว่า ภายในปลายปี 2020 ภาษีอาจจะนำไปสู่การตกงาน 200,000 ตำแหน่ง
  • (+) ผลสำรวจชี้ชาวอเมริกันสนับสนุนถอดถอน“ทรัมป์”มากขึ้น ข้อมูลผลสำรวจระบุเมื่อวานนี้ว่า จำนวนชาวอเมริกัน ซึ่งระบุว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐควรถูกถอดถอน เพิ่มขึ้น 5% สู่ 45% นับตั้งแต่กลางเดือนเม.ย. ในขณะที่ กว่าครึ่งหนึ่งระบุว่า การตรวจสอบของสภาคองเกรสหลายครั้งต่อปธน.ทรัมป์ แทรกแซงภารกิจสำคัญของรัฐบาล ผลสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำในวันจันทร์ ไม่ได้แสดงความชัดเจนว่า ชาวอเมริกันต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐที่ควบคุมโดยพรรคเดโมแครตยกเลิกการตรวจสอบของพวกเขาหรือเดินหน้าอย่างแข็งกร้าวและดำเนินการถอดถอน คำถามดังกล่าวเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับเหล่าผู้นำระดับสูงของพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต่อสู้ว่าจะออกกระบวนการถอดถอนหรือไม่ แม้ว่าอาจจะเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักในวุฒิสภาที่ควบคุมโดยพรรครีพับลิกัน
  • (+) การส่งออกของเยอรมนีฟื้นตัวในเดือนมี.ค.สวนทางคาดการณ์ ข้อมูลแสดงในวันนี้ว่า การส่งออกของเยอรมนีปรับขึ้นอย่างไม่คาดคิดในเดือนมี.ค. ซึ่งเพิ่มความหวังว่า ภาวะชะลอตัวในเยอรมนี  ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป จะไม่ถ่วงการเติบโตทางเศรษฐกิจมากนักในไตรมาสแรก แม้เผชิญอุปสรรคจากความขัดแย้งทางการค้า สำนักงานสถิติของรัฐบาลกลางเยอรมนีระบุว่า การส่งออกที่ได้รับการทบทวนปรับตามฤดูกาลปรับขึ้น 1.5% ในเดือนดังกล่าว ในขณะที่การนำเข้าปรับขึ้น 0.4% นั่นหมายความว่า ยอดเกินดุลการค้าปรับขึ้นสู่ 2 หมื่นล้านยูโร (2.245 หมื่นล้านดอลลาร์) ในเดือนมี.ค. จาก 1.87 หมื่นล้านยูโรในเดือนก่อนหน้า
  • (+) นักวิเคราะห์ชี้ขีปนาวุธเกาหลีเหนือจะจุดชนวนสงคราม นักวิเคราะห์ที่ศึกษาภาพการทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุดระบุว่า การทดสอบขีปนาวุธครั้งที่ 2 ของเกาหลีเหนือเมื่อวานนี้ส่งสัญญาณว่า เกาหลีเหนือมีความจริงจังเกี่ยวกับการพัฒนาขีปนาวุธพิสัยใกล้ใหม่ ซึ่งอาจใช้ในขั้นต้นและใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลในสงครามใดๆกับเกาหลีใต้และสหรัฐ นักวิเคราะห์บางรายกล่าวว่า การทดสอบขีปนาวุธหลายครั้งแสดงว่า นั่นไม่ใช่เพียงการแสดงทางการเมือง แต่เกาหลีเหนือกำลังพัมนาขีปนาวุธที่สามารถโจมตี”
  • (-) หุ้นจีนปิดทะยาน 3.10% หลังนลท.หวังข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯเกิด รายงานข่าวต่างประเทศระบุว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดที่ระดับ 2,939.21 จุด เพิ่มขึ้น 88.26 จุด หรือ 3.10% ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนปิดบวก เป็นผลมาจากนักลงทุนช้อนซื้อหุ้น หลังมีความหวังว่า การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่จะมีขึ้นอีกวันในวันนี้อาจได้ข้อสรุปที่นำไปสู่การทำข้อตกลงทางการค้า แม้การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนครั้งใหม่จะมีผลแล้วเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาก็ตาม ขณะที่จีนแสดงท่าทีพร้อมที่จะดำเนินมาตรการตอบโต้เช่นกัน