วิเคราะห์ราคาทองคำ 10 พ.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นหากราคาทองคำสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,272-1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ และทยอยปิดสถานะทำกำไรบางส่วนหากไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,292-1,295 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อลดความเสี่ยงจากผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน

แนวรับ : 1,272 1,266 1,251   แนวต้าน : 1,292 1,311 1,324

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  หลังการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเกินคาดสู่ระดับ 228,000 ราย  ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนเม.ย.เมื่อเทียบรายเดือน  บ่งชี้ว่ายังไม่มีสัญญาณการเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อในภาคค้าส่ง  ขณะเดียวกันความวิตกเกี่ยวกับการสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ  ทำให้นักลงทุนยังคงหลีกเลี่ยงความเสี่ยง(Risk-off)ต่อเนื่อง พร้อมกับเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยทั้งเงินเยน, สวิสฟรังก์, พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ  รวมไปถึงทองคำ  แม้ปัจจัยดังกล่าวจะพยุงราคาทองคำไว้  แต่ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบเพื่อรอความชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นสงครามทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ  ทั้งนี้  การเจรจาการค้ารอบใหม่ระหว่าง 2 ประเทศได้เปิดฉากขึ้นแล้วในเวลา 04.00 น.ของวันนี้ตามเวลาไทย  ถึงแม้จะมีสัญญาณบวกจากปธน.ทรัมป์  ที่กล่าววานนี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐและจีนจะบรรลุข้อตกลงการค้าในสัปดาห์นี้  อย่างไรก็ดี  ยังไม่แน่ชัดว่าสหรัฐจะขึ้นภาษีต่อสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์จาก 10% สู่ระดับ 25% ในวันนี้เวลา 11.01 น. ตามเวลาไทยดังเช่นที่เคยระบุไว้หรือไม่  ทำให้นักลงทุนต้องจับตาประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด  พร้อมกับติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)ของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำไม่สามารถ break out ผ่านแนวต้านบริเวณ 1,292-1,295 ดอลลาร์ต่อออนซ์ขึ้นไปได้ อาจมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นให้กลับลงมาตั้งฐานราคาด้านล่างอีกครั้ง เบื้องต้นประเมินว่าราคายังคงเคลื่อนไหวในกรอบ หากยืนราคาระดับ 1,272-1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ จึงจะมีแรงดีดกลับไปทดสอบแนวต้านด้านบนอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการลงทุนระยะสั้นโดยซื้อหากราคาอ่อนตัวลงมาในโซน 1,272-1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมลดการลงทุนหากราคาหลุด 1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และสำหรับนักลงทุนที่ถือสถานะซื้ออยู่ แนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรตั้งแต่ราคา 1,292-1,295 ดอลลาร์ต่อออนซ์ขึ้นไป

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานลดลงน้อยกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 2,000 ราย สู่ระดับ 228,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกจะลดลงสู่ระดับ 220,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว
  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก หลังสหรัฐเผยข้อมูลศก.ซบเซา  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (9 พ.ค.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งรวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ลดลงน้อยกว่าตัวเลขคาดการณ์ และยอดขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นในเดือนมี.ค.  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.69 เยน จากระดับ 110.14 เยน  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1224 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1192 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3023 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3005 ดอลลาร์
  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 138.97 จุด นักลงทุนวิตกผลกระทบสงครามการค้า  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (9 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามการค้า หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ ระบุว่า จีนไม่ยอมทำตามข้อตกลงที่เคยให้ไว้ในระหว่างการเจรจาการค้าร่วมกับสหรัฐ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้สหรัฐประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน โดยความกังวลในเรื่องดังกล่าวได้ฉุดหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มผู้ผลิตชิพร่วงลง  ดัชนีเฉลี่ยดาวโจนส์ปิดที่ 25,828.36 จุด ลดลง 138.97 จุด หรือ -0.54% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,910.59 จุด ลดลง 32.73 จุด หรือ -0.41% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,870.72 จุด ลดลง 8.70 จุด หรือ -0.30%
  • (+) ทรัมป์ลั่นไม่พอใจเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธเมื่อวานนี้  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวในวันนี้ว่า เขารู้สึกไม่พอใจที่ได้ยินข่าวว่า เกาหลีเหนือได้ทำการยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ 2 ลูกเมื่อวานนี้  “มันเป็นขีปนาวุธขนาดเล็ก พิสัยใกล้ ไม่มีใครยินดีในเรื่องนี้” ปธน.ทรัมป์กล่าว  “ความสัมพันธ์ของเรายังคงดำเนินต่อไป พวกเขาต้องการเจรจา แต่ผมไม่คิดว่าพวกเขาพร้อมที่จะเจรจา” เขากล่าว  ปธน.ทรัมป์ยังเปรียบเทียบการเจรจาที่ชะงักงันกับเกาหลีเหนือ เหมือนกับการเจรจาการค้ากับจีนในขณะนี้ 
  • (+/-) สหรัฐ-จีนเปิดฉากเจรจาการค้าวันแรกที่กรุงวอชิงตัน หวังคลี่คลายข้อพิพาท-ยุติสงครามการค้า  เจ้าหน้าที่สหรัฐและจีนได้เริ่มเปิดฉากการเจรจารอบใหม่วันแรกเมื่อเวลา 17.00 น.ของวันพฤหัสบดีตามเวลาสหรัฐ หรือเวลา 04.00 น.ของวันนี้ตามเวลาไทย โดยการเจรจาของทั้งสองฝ่ายซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลาสองวันที่กรุงวอชิงตัน มีเป้าหมายที่จะหลีกเลี่ยงการทำสงครามการค้าระหว่างกัน  การเจรจาดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 25% จากเดิมที่ระดับ 10% โดยจะมีผลตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนของวันศุกร์ตามเวลาสหรัฐ รวมทั้งจะมีการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนวงเงิน 3.25 แสนล้านดอลลาร์ในอัตรา 25% ในไม่ช้า  ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า จีนไม่ยอมทำตามข้อตกลงที่เคยให้ไว้ในระหว่างการเจรจาการค้าร่วมกับสหรัฐ ทำให้สหรัฐประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน  อย่างไรก็ตาม ปธน.ทรัมป์กล่าววานนี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐและจีนจะบรรลุข้อตกลงการค้าในสัปดาห์นี้
  • (+/-) สหรัฐเผยดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนเม.ย. สอดคล้องคาดการณ์  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนเม.ย.เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากพุ่งขึ้น 0.6% ในเดือนมี.ค.  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 2.2% ในเดือนเม.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 2.2% เช่นกันในเดือนมี.ค.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PPI จะปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน และดีดตัวขึ้น 2.3% เมื่อเทียบรายปี  ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหาร, พลังงาน และภาคบริการ เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.ปีที่แล้ว หลังจากทรงตัวในเดือนมี.ค.  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI พื้นฐานเพิ่มขึ้น 2.2% หลังจากเพิ่มขึ้น 2.0% ในเดือนมี.ค.