วิเคราะห์ราคาทองคำ 08 พ.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,272 1,266 1,251

แนวต้าน : 1,288 1,297 1,309

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป ท่ามกลางการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงและความวิตกเกี่ยวกับความตึงเครียดทางการค้าจีน-สหรัฐ ทำให้นักวิเคราะห์ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการปี 2019 ของบริษัทเอเชีย ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นเชิงลบ ขณะที่นักลงทุนให้ความสนใจเรื่องการเจรจาการค้าในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ณ กรุงวอชิงตันดีซี ซึ่งนายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีนจะพยายามกอบกู้ข้อตกลง ซึ่งอาจหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นภาษีสินค้าจีนที่สั่งการโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ แต่ดัชนี MSCI เอเชีย-แปซิฟิกร่วงลง 2.3% ในสัปดาห์นี้ นำโดยหุ้นจีนที่ปรับตัวลงมากที่สุดในภูมิภาคด้วยการดิ่งลง 5.6% ตามมาด้วยฮ่องกงและสิงคโปร์ ซึ่งต่างร่วงลงกว่า 3% ในสัปดาห์นี้ จนกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งนี้ ราคาทองคำอาจยังคงแกว่งตัวในกรอบก่อนจะทราบความชัดเจน  เบื้องต้นแนะนำให้นักลงทุนเน้นการซื้อขายระยะสั้น โดยหากราคามีการย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับ 1,272-1,266  ดอลลาร์ต่อออนซ์และสามารถยืนเหนือโซนดังกล่าวได้ อาจใช้จุดเข้าซื้อเก็งกำไรอีกครั้ง และนักลงทุนที่ถือทองคำไว้อาจหาจังหวะขายทำกำไรเมื่อราคาขึ้นมาทดสอบแนวต้านที่ 1,288-1,297 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถ้าราคาไม่ผ่านแนวต้าน นักลงทุนอาจต้องระวังแรงขายที่เพิ่มขึ้น

จจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: หากราคาทองคำไม่สามารถขึ้นไปยืนเหนือโซน 1,288 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจทำให้เห็นแรงขายทำกำไรออกมา โดยให้จับตาบริเวณแนวรับ 1,272 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาย่อตัวไม่หลุดแนวดังกล่าว มีโอกาสเห็นการดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้านอีกครั้ง แต่หากราคาหลุดแนวรับแรกประเมินแนวรับถัดไปที่ 1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position ให้ปิดสถานะออกมาก่อนหากราคาดีดตัวไม่ผ่านแนวต้าน 1,288 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาผ่านมาได้นักลงทุนสามารถรอไปปิดสถานะทำกำไรบริเวณแนวต้านถัดไปที่ 1,297 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position นักลงทุนสามารถปิดสถานะหากราคาทองคำลงมาบริเวณ 1,272-1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาสามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้าน 1,297 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แนะนำให้ปิดสถานะขายลง

Open New เบื้องต้นเน้นเก็งกำไรในกรอบ 1,297-1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยแนะนำให้เปิดสถานะซื้อหากราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดกรอบล่างบริเวณ 1,272-1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และปิดสถานะทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้นไปทดสอบกรอบบนบริเวณ  1,288-1,297 ดอลลาร์ต่อออนซ์

าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) สนง.สถิติเยอรมนีเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมี.ค.เพิ่มขึ้น 0.5% สวนทางคาดการณ์  สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีรายงานในวันนี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีดีดตัวขึ้น 0.5% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบเป็นรายเดือน สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 0.5% ซึ่งช่วยให้ตลาดคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของเยอรมนีซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป  เมื่อเทียบเป็นรายปี การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมี.ค.ของเยอรมนี ลดลง 0.9% ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะร่วงลง 2.8%
  • (+) ยุโรปพร้อมคว่ำบาตรครั้งใหม่หากอิหร่านละเมิดข้อตกลงนิวเคลียร์  แหล่งข่าวทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุเมื่อวานนี้ว่า ยุโรปจะจำเป็นต้องออกมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่ออิหร่านอีกครั้ง หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามคำสัญญาของข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับปี 2015 ที่มีกับชาติมหาอำนาจ   สำนักข่าว IRIB ของทางการอิหร่านรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า อิหร่านจะกลับมาฟื้นฟูโครงการนิวเคลียร์ที่ระงับไปบางส่วนเพื่อตอบโต้การถอนตัวของสหรัฐจากข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับปี 2015 ของสหรัฐ แต่เสริมว่า อิหร่านไม่ได้วางแผนถอนตัวจากข้อตกลง ประธานาธิบดีอิหร่านมีกำหนดแถลงในวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น   แหล่งข่าวระบุว่า “เราไม่ต้องการให้อิหร่านประกาศท่าทีในวันนี้ว่า จะละเมิดข้อตกลงนิวเคลียร์ เพราะในกรณีนี้ เราชาวยุโรปจะจำเป็นต้องออกมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ตามเงื่อนไขข้อตกลง เราไม่ต้องการสิ่งนั้น และเราหวังว่า ชาวอิหร่านจะไม่ตัดสินใจเช่นนี้”
  • (+) เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดร่วง 1.12% เหตุวิตกสงครามการค้า  ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดตลาดวันนี้ร่วงลง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ประกอบกับจีนได้เปิดเผยข้อมูลการส่งออกที่สวนทางกับการคาดการณ์  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตร่วง 32.63 จุด หรือ 1.12% ปิดที่ 2,893.76 จุด   สำนักงานศุลกากรจีน (GAC) รายงานในวันนี้ว่า มูลค่าการค้าต่างประเทศของจีนในช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ เพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบรายปี แตะที่ระดับ 9.51 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 1.41 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ)  โดยยอดส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ เพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบรายปี แตะที่ระดับ 5.06 ล้านล้านหยวน ขณะที่ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 2.9% สู่ระดับ 4.45 ล้านล้านหยวน ส่งผลให้ยอดเกินดุลการค้าในช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ เพิ่มขึ้น 31.8% แตะที่ระดับ 6.1817 แสนล้านหยวน
  • (-) สหรัฐเตือนอินเดียเรื่องภาษีตอบโต้ต่อการยกเลิกสิทธิพิเศษทางการค้า  เมื่อวานนี้ นายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐเตือนว่า ภาษีตอบโต้ใดๆของอินเดียเพื่อตอบโต้ต่อแผนของสหรัฐในการถอนสิทธิพิเศษทางการค้า จะไม่ “เหมาะสม” ภายใต้กฎระเบียบขององค์การการค้าโลก (WTO)  ความเห็นดังกล่าวมีขึ้น ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนทวีความเลวร้าย สหรัฐคือคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของอินเดียรองจากจีน  เขากล่าวว่า กฎระเบียบอีคอมเมิร์ซใหม่ของอินเดียอาจกระทบการลงทุนในอนาคตของสหรัฐในอินเดีย แม้แต่ในขณะที่เขาระบุว่า เขาหวังว่าบริษัทสหรัฐจะได้รับข้อตกลงด้านกลาโหมจากอินเดียในอนาคต  เจ้าหน้าที่อินเดียแสดงแนวโน้มว่า จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าต่อสินค้าสหรัฐกว่า 20 ประเภท หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐเดินหน้าแผนที่ประกาศในเดือนมี.ค.ว่า จะยุติการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) สำหรับอินเดีย
  • (+/-) กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.75% รอประเมินผลกระทบรอบด้านชัดขึ้นหลังมองแนวโน้มศก.ไทยโตต่ำกว่าคาด  คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ต่อปี เพื่อรอประเมินผลกระทบให้ชัดเจนขึ้น เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง หลังมองเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยในประเทศยังสูงในระยะข้างหน้า