วิเคราะห์ราคาทองคำ 08 พ.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ราคาแกว่งตัวในกรอบแคบ โดยเน้นการเก็งกำไรระยะสั้นบริเวณแนวรับ 1,272 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทองคำยังคงพยายามยืนเหนือโซนดังกล่าวได้ ทำให้ราคายังคงมีโอกาสขยับขึ้นเพื่อทดสอบแนวต้าน 1,288 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,272 1,266 1,251   แนวต้าน : 1,288 1,297 1,309

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น  3.60  ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าจากแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยจากความวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐระลอกใหม่  หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ ขู่ว่าจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน  อีกทั้งดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน(JOLTS) ที่พุ่งขึ้นเกินคาดในเดือนมี.ค.ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำยังสามารถปรับตัวขึ้นได้  โดยปัจจัยหลักที่เข้ามาหนุนราคาทองคำไว้  ได้แก่  ข่าวความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่ทำให้นักลงทุนกลับมาปิดรับความเสี่ยง(Risk-off)อีกครั้ง  ส่งผลให้เกิดแรงขายฉุดให้ดัชนีเฉลี่ยดาวโจนส์ปิดร่วงลงถึง 473.39 จุด  หรือ -1.79% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดลบ 159.53 จุด หรือ -1.96% และดัชนี S&P500 ปิดลบ 48.42 จุด หรือ -1.65%  สถานการณ์ดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นกัน  จึงทำให้ราคาทองคำสามารถรักษาช่วงบวกไว้ได้  แม้จะได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ก็ตาม  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่ม +0.30 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ธนาคารแห่งประเทศไทย  คาดกนง.คงดอกเบี้ยตามเดิม  และถ้อยแถลงของนางลาเอล เบรนาร์ด(ผู้ว่าการเฟด)

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำปรับตัวลงมาพอเข้าใกล้โซนแนวรับ 1,272-1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจมีแรงดีดกลับสั้นๆ เบื้องต้นยังคงต้องระวังแรงขายกลับลงมาอีกครั้งหากราคายังไม่มีแรงซื้อมากพอหรือมีปัจจัยใหม่มาดันราคาขึ้น โดยประเมินแนวต้านที่ 1,288 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

หากรับความเสี่ยงได้ดูบริเวณ 1,272 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่หลุดสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น เพื่อขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวหรือบริเวณแนวต้าน 1,288 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับแรกให้รอดูบริเวณแนวรับถัดไปที่ 1,266 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) จีนเผยปริมาณทองคำสำรองเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 5 ในเม.ย.  ธนาคารกลางจีนเปิดเผยว่า ปริมาณทองคำสำรองของจีนเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 5 ในเดือนเม.ย. โดยปรับตัวขึ้น 480,000 ออนซ์ สู่ระดับ 61.1 ล้านออนซ์ คิดเป็นมูลค่า 7.835 หมื่นล้านดอลลาร์  ถึงแม้จีนเป็นผู้ผลิตทองรายใหญ่ที่สุดในโลก แต่ปริมาณทองคำสำรองของจีนคิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยของปริมาณทองคำสำรองทั้งโลก ซึ่งมีอยู่มากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์  ทั้งนี้ สหรัฐนับเป็นประเทศที่มีทองคำสำรองมากที่สุดในโลก โดยมีอยู่มากกว่า 8,000 ตัน ตามมาด้วยเยอรมนี ซึ่งมีอยู่ 3,370 ตัน
  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 473.39 จุด วิตกผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ-จีน  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (7 พ.ค.) เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามการค้า หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ ขู่ว่าจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน โดยความกังวลในเรื่องดังกล่าวได้ฉุดหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมร่วงลง รวมถึงหุ้นบริษัทโบอิ้งและแคทเธอร์พิลลาร์ซึ่งมีการลงทุนจำนวนมากในต่างประเทศ  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,965.09 จุด ร่วงลง 473.39 จุด หรือ -1.79% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,963.76 จุด ลดลง 159.53 จุด หรือ -1.96% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,884.05 จุด ลดลง 48.42 จุด หรือ -1.65%
  • (-) สหรัฐเผยตัวเลขการเปิดรับสมัครงานพุ่งขึ้นในเดือนมี.ค.  สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน พุ่งขึ้น 346,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 7.5 ล้านตำแหน่งในเดือนมี.ค.  ทั้งนี้ ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานพุ่งขึ้นในภาคก่อสร้าง และขนส่ง  ส่วนอัตราการเปิดรับสมัครงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.7% จากระดับ 4.5% ในเดือนก.พ.  นอกจากนี้ ตัวเลขการจ้างงานทรงตัวที่ระดับ 5.7 ล้านตำแหน่งในเดือนมี.ค.  ทั้งนี้ ตัวเลข JOLTS นับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสนใจ โดยมองว่าเป็นมาตรวัดภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยในการพิจารณานโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ยของเฟด
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับข้อมูลแรงงานสหรัฐสดใส  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (7 พ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลของกระทรวงแรงงานสหรัฐซึ่งระบุว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานพุ่งขึ้นในเดือนมี.ค. ขณะที่ดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นหลังจากธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวานนี้ สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าธนาคารกลางจะปรับลดดอกเบี้ยลง  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 1.0195 ฟรังก์ จากระดับ 1.0175 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3480 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3437 ดอลลาร์แคนาดา แต่ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 110.26 เยน จากระดับ 110.92 เยน  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1183 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1203 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3063 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3098 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7004 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6999 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+/-) ประธานเฟดดัลลัสเชื่อมั่นสหรัฐ-จีนสามารถบรรลุข้อตกลงการค้า  นายโรเบิร์ต แคปแลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาดัลลัส กล่าวว่า เขามีความมั่นใจว่าสหรัฐและจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้า  ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 25% ในวันศุกร์นี้ จากเดิมที่ระดับ 10% รวมทั้งจะมีการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนวงเงิน 3.25 แสนล้านดอลลาร์ในอัตรา 25% ในไม่ช้า  ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น ขณะที่สหรัฐและจีนมีกำหนดกลับมาเจรจาการค้าอีกครั้งในวันที่ 9-10 พ.ค.ที่กรุงวอชิงตัน หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำการเจรจาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่กรุงปักกิ่งของจีน  นอกจากนี้ นายแคปแลนยังกล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะยังคงมีความแข็งแกร่ง และจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย