วิเคราะห์ราคาทองคำ 03 พ.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ถ้ารับความเสี่ยงได้อาจรอเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาใกล้ 1,266-1,264 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,264 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หรือหากรับความเสี่ยงได้ไม่มากอาจเลือกชะลอการลงทุนเพื่อรอดูการตั้งฐาน หรือ รอรายงานตัวเลขการจ้างงานสหรัฐ

แนวรับ : 1,264 1,251 1,242   แนวต้าน : 1,280 1,288 1,297

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง  6.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์  ท่ามกลางการปรับลดความเป็นไปได้เกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ในช่วงปลายปีนี้  หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ยังมีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับเศรษฐกิจ และคิดว่าการชะลอตัวของเงินเฟ้อสหรัฐเกิดขึ้นจาก “ปัจจัยชั่วคราว”  และเงินเฟ้อจะดีดตัวสู่เป้าหมายของเฟดในที่สุด  ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณว่า เฟดจะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆนี้  สะท้อนจาก FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่า สัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยบ่งชี้ว่า เทรดเดอร์คาดถึงโอกาสราว 49% ที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงสิ้นปี ลดลงจากกว่า 60% ในช่วงก่อนการประชุมเฟด  สถานการณ์ดังกล่าวหนุนให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจนเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือนบริเวณ  1,266.17  ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างการซื้อขายวานนี้  ก่อนที่ราคาจะฟื้นตัวขึ้นในช่วงปลายตลาดโดยได้รับแรงหนุนจากการดิ่งลงของดัชนีดาวโจนส์จึงช่วยกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเข้ามาบางส่วน  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลงวานนี้ -1.17 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยตัวเลขในตลาดแรงงานสหรัฐ  ทั้งอัตราการว่างงาน, ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำได้เกิดแรงขายทำกำไรขึ้น แต่โดยรวมราคายังคงเคลื่อน ไหวในกรอบ ดังนั้นคาดว่าอาจจะเกิดการดีดตัว(Rebound)กลับ โดยมีแนวต้านระยะสั้นที่ 1,280 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากทะลุขึ้นมาได้ แนวต้านถัดไปจะอยู่ที่ 1,288 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แนวรับนั้นอาจต้องพิจารณาบริเวณ 1,266-1,264 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เปิดสถานะขายในบริเวณ 1,280-1,288 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ลดพอร์ตการลงทุนหากราคาผ่าน 1,288 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ขณะที่หากราคาอ่อนตัวลงให้พิจารณาโซน 1,266-1,264 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดปิดสถานะขาย หากหลุดสามารถถือสถานะขายต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 122.35 จุด หลังราคาน้ำมันดิ่งฉุดหุ้นพลังงาน,เฟดส่งสัญญาณยังไม่ลดดอกเบี้ย  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เมื่อคืนนี้ (2 พ.ค.) เนื่องจากหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ดิ่งลงกว่า 2% นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมาส่งสัญญาณว่า เฟดจะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆนี้  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,307.79 จุด ลดลง 122.35 จุด หรือ -0.46% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,917.52 จุด ลดลง 6.21 จุด หรือ -0.21% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,036.77 จุด ลดลง 12.87 จุด หรือ -0.16%
  • (+) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานทรงตัวในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกทรงตัวที่ระดับ 230,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน หลังจากพุ่งขึ้น 37,000 รายในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2560  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกจะลดลงสู่ระดับ 215,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก รับเฟดส่งสัญญาณยังไม่ลดดอกเบี้ย  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (2 พ.ค.) หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่า เฟดจะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆนี้ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลง หลังจากธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวานนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 1.0193 ฟรังก์ จากระดับ 1.0181 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3470 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3450 ดอลลาร์แคนาดา แต่ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 111.49 เยน จากระดับ 111.59 เยน  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1175 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1194 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3027 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3044 ดอลลาร์
  • (-) สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อภาคโรงงานพุ่งสูงสุดรอบ 7 เดือนในมี.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐพุ่งขึ้น 1.9% ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.ปีที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.5% หลังจากลดลง 0.3% ในเดือนก.พ.  การพุ่งขึ้นของคำสั่งซื้อภาคโรงงานได้รับผลบวกจากการดีดตัวขึ้นของคำสั่งซื้อเครื่องบิน และรถยนต์  เมื่อเทียบรายปี ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเพิ่มขึ้น 1.7% ในเดือนมี.ค.  ส่วนยอดสั่งซื้อสินค้าทุนพื้นฐาน ที่ไม่รวมหมวดอาวุธและเครื่องบิน เพิ่มขึ้น 1.4% ในเดือนมี.ค. หลังจากทรงตัวในเดือนก.พ. โดยยอดสั่งซื้อดังกล่าวได้รับการจับตาว่าเป็นมาตรวัดความเชื่อมั่น และแผนการใช้จ่ายในภาคธุรกิจ
  • (-) มาร์กิตเผยดัชนี PMI ภาคการผลิตเยอรมนีหดตัวเป็นเดือนที่ 4 ในเม.ย.  ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของเยอรมนี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 44.4 ในเดือนเม.ย. จากระดับ 44.1 ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 80 เดือน  อย่างไรก็ดี ดัชนี PMI ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคการผลิตของเยอรมนียังคงเผชิญภาวะหดตัว โดยเป็นการหดตัวเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน
  • (+/-) นักวิเคราะห์คาดพรุ่งนี้สหรัฐเผยจ้างงานเพิ่ม 185,000 ตำแหน่ง ขณะว่างงานทรงตัวที่ 3.8%  ผลการสำรวจนักวิเคราะห์ระบุว่า ในวันพรุ่งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐจะรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 185,000 ตำแหน่งในเดือนเม.ย. หลังจากพุ่งขึ้น 196,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. และคาดว่าอัตราการว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 3.8%  เมื่อเดือนที่แล้ว กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 196,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 175,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานทรงตัวที่ระดับ 3.8% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์