วิเคราะห์ราคาทองคำ 17 เม.ย.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,276 1256 1,248

แนวต้าน : 1,288 1,300 1,309

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ปรับขึ้นสู่ระดับปิดตลาดสูงสุดในรอบ 13 เดือน หรือ นับตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค.2018 โดยปิดตลาดที่ 3,263.12 จุด ขณะที่ดัชนีนิกเกอิของตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือนครึ่ง โดยดัชนีนิกเกอิปิดที่ระดับ 22,277.97 ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนธ.ค.ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจอันแข็งแกร่งของจีนที่ช่วยเพิ่มทัศนะเชิงบวกในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง จนสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งนี้ นักลงทุนพากันจับตาการรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น เพื่อใช้เป็นปัจจัยชี้นำทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มเติม สำหรับคืนนี้แนะนำติดตามรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ “Beige Book” ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หากย้ำจุดยืนเกี่ยวกับความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ก็อาจจะกระตุ้นแรงซื้อเข้าสู่ตลาดทองคำได้บ้าง เบื้องต้นแนะนำนักลงทุนจับตาการเคลื่อนไหวของราคา หากราคาขยับขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,282-1,288 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถผ่านได้แนะนำให้ขายทำกำไรและรอเข้าซื้อเก็งกำไร เมื่อราคามีการย่อตัวไม่หลุดแนวรับ 1,267 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับโซนดังกล่าว อาจจะชะลอการเข้าซื้อเพื่อรอดูการตั้งฐานของราคาบริเวณแนวรับด้านล่าง

จจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: หากราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,282-1,288 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจทำให้เกิดการอ่อนตัวลงของราคา โดยประเมินแนวรับบริเวณ 1,267 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากสามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้ก็จะเห็นการดีดตัวขึ้น โดยยังมีโอกาสที่จะราคาทดสอบแนวต้านอีกครั้ง

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position แนะนำให้ทยอยปิดสถานะทำกำไรตามบริเวณแนวต้าน 1,282-1,288 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และรอจังหวะเข้าซื้อคืนหากราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดแนวรับ 1,267 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position  สามารถถือต่อได้หากราคาหลุดแนวรับ 1,267 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาสามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือโซน 1,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แนะนำให้ทยอยปิดสถานะขาย

Open New ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวหรือบริเวณแนวต้าน 1,282-1,288 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอดูบริเวณ 1,267 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาไม่หลุดสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น แต่หากราคาหลุดแนวดังกล่าวให้รอดูการตั้งฐานของราคาบริเวณแนวรับถัดไป

าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) พรรคแรงงานอังกฤษโต้ข่าวระงับเจรจาเบร็กซิทกับรัฐบาล  พรรคแรงงานของอังกฤษ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ปฏิเสธรายงานของหนังสือพิมพ์การ์เดียนที่ระบุเมื่อวานนี้ว่า การเจรจาเบร็กซิทกับรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษได้หยุดลง หนังสือพิมพ์ดังกล่าวระบุว่า การเจรจาหยุดลง เนื่องจากพรรคอนุรักษ์นิยมต้องการผ่อนคลายกฎระเบียบหลังเบร็กซิท ซึ่งรวมถึงการทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ  โฆษกพรรคแรงงานระบุว่า ไม่ถูกต้องที่จะกล่าวว่าการเจรจาหยุดลง และได้มีการวางแผนจัดประชุมเพิ่มเติมในสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้า
  • (+) รบ.คาดหนี้สาธารณะของเยอรมนีจะลดต่ำกว่าเพดานหนี้ของอียูในปีนี้  รัฐบาลเยอรมันคาดการณ์ว่า หนี้ภาคสาธารณะของประเทศจะร่วงต่ำกว่าเพดานหนี้สินของสหภาพยุโรป (EU) ในปีนี้  ร่างเอกสารแสดงว่า คาดว่าหนี้สินจะลดลงสู่ 58.75% ของผลผลิตเศรษฐกิจในปี 2019 ซึ่งต่ำกว่าระดับ 60% ที่ EU กำหนดเอาไว้ นั่นจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2002 ที่หนี้สินเยอรมันร่วงต่ำกว่าระดับดังกล่าว  นายโอลาฟ ชอลส์ รัฐมนตรีคลังของเยอรมนีระบุเมื่อปีที่ผ่านมาว่า เยอรมนีจะบรรลุเป้าหมายนี้ภายในสิ้นปี 2018 แต่เอกสารแสดงว่า รัฐบาลประเมินว่า หนี้สาธารณะอยู่ที่ 60.9% ในปีที่ผ่านมา
  • (-) ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดบวก 9.52 จุด ขานรับ GDP ไตรมาส 1  ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดตลาดวันนี้ปรับตัวสูงขึ้น ภายหลังจากที่จีนได้เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการ รวมทั้งข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/2562 ที่ขยายตัวสูงกว่าคาดการณ์  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตบวก 9.52 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 3,263.12 จุด  สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/2562 ขยายตัว 6.4% เทียบรายปี คิดเป็นมูลค่า 21.3433 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 3.18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ)   โดย GDP เดือนม.ค.-มี.ค.ปีนี้ ขยายตัวในอัตราเดียวกับในช่วงไตรมาส 4/2561 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า GDP ไตรมาสแรกของจีนจะขยายตัวในอัตรา 6.3%
  • (-) BOJ เผยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินเพื่อต่อสู้วิกฤติ  วันนี้นายมาซาโยชิ อามามิยะ รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ระบุว่า BOJ พร้อมที่จะใช้เครื่องมือนโยบายการเงิน หากเกิดวิกฤติการเงินที่เสี่ยงบั่นทอนเสถียรภาพของระบบการธนาคารของประเทศ  นายอามามิยะระบุว่า BOJ จะเรียนรู้จากบทเรียนที่ญี่ปุ่นเผชิญภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ในช่วงปลายยุค 1980 ซึ่งภาวะฟองสบู่แตกในช่วงหลายปีต่อมา และนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินฝืด 2 ทศวรรษ  เขากล่าวว่า “หนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่ภาวะฟองสบู่ของญี่ปุ่นคือ การที่ว่าเราคงนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน แม้แต่ในขณะที่เศรษฐกิจยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง”
ข้ามไปยังทูลบาร์