วิเคราะห์ราคาทองคำ 15 มี.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,292 1,284 1,276

แนวต้าน : 1,303 1,312 1,321

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐระบุว่า เขาไม่เร่งทำข้อตกลงการค้ากับจีน และยืนยันว่า ข้อตกลงใดๆต้องรวมการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นประเด็นติดขัดที่สำคัญระหว่างทั้งสองฝ่ายในการเจรจานานหลายเดือน แนวโน้มสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ที่อาจยืดเยื้อออกไป กระตุ้นแรงซื้อดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม วุฒิสภาสหรัฐมีแนวโน้มที่จะผ่านข้อเสนอยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินบริเวณพรมแดนทางใต้ของสหรัฐ  เพราะหากวุฒิสภาสหรัฐมีมติยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินบริเวณ อาจทำให้ ปธน.ทรัมป์ ใช้สิทธิ์ยับยั้งมาตรการดังกล่าว ซึ่งความปั่นป่วนทางการเมืองของสหรัฐจะเพิ่มสูงขึ้นจนกลับมาเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำ ทั้งนี้ แนะนำให้ใช้กลยุทธ์เปิดสถานะซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น หากราคาอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับในโซน 1,296-1,292 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะหากยืนได้ราคาอาจมีการปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านด้านบน ทั้งนี้ หากไม่ผ่านแนวต้าน 1,312 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำอาจเปิดสถานะขายเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นอีกครั้ง

จจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ราคาทองคำไม่สามารถขึ้นไปยืนเหนือโซน 1,312 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้เห็นแรงขายทำกำไรออกมา ในระหว่างวันให้จับตาบริเวณแนวรับ 1,296-1,292 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาย่อตัวไม่หลุดแนวดังกล่าว มีโอกาสเห็นการดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้านอีกครั้ง แต่หากราคาหลุด ประเมินแนวรับถัดไปที่ 1,284 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position ให้ปิดสถานะออกมาก่อนหากราคาดีดตัวไม่ผ่านแนวต้าน 1,312 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาผ่านได้ นักลงทุนสามารถรอไปปิดสถานะทำกำไรบริเวณแนวต้านถัดไปที่ 1,321 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้

Short Position นักลงทุนสามารถปิดสถานะหากราคาทองคำลงมาบริเวณ 1,296-1,292 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากหลุดแนวดังกล่าว ก็สามารถทำกำไรในแนวรับต่อไปบริเวณ 1,284 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New เน้นเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำให้เปิดสถานะขายหากราคาดีดตัวขึ้นไม่ผ่านแนวต้านบริเวณ 1,312 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ ปิดสถานะทำกำไรเมื่อราคาอ่อนตัวลงโดยใช้กรอบแนวรับด้านล่างบริเวณ 1,296-1,292 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม สถานะซื้อควรตัดขาดทุนหากราคาหลุดบริเวณ 1,284 ดอลลาร์ต่อออนซ์

าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ธ.กลางแคนาดาชี้หนี้สินโลกที่เพิ่มขึ้นสร้างความเสี่ยงสูงต่อเศรษฐกิจ  นางแคโรลีน วิลคินส์ รองผู้ว่าการอาวุโสของธนาคารกลางแคนาดาระบุเมื่อวานนี้ว่า หนี้สินทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เศรษฐกิจเติบโตชะลอตัว และทำให้แคนาดาและประเทศอื่นๆทั่วโลก มีความเปราะบางมากขึ้นต่อความไร้เสถียรภาพทางการเงินอีกครั้ง  เธอตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่ระบบการเงินโลกอยู่ในจุดที่ดีกว่าเมื่อหนึ่งทศวรรษก่อน แต่ความไม่แน่นอนทางการค้าและความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศอื่นๆอาจทำให้สิ่งต่างๆเปลี่ยนจากทิศทางเดิม  นางวิลคินส์ระบุว่า “ขณะนี้หนี้สินโลกรวมทั้งสิ้นอยู่ที่ประมาณ 240 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์จากช่วงก่อนวิกฤติการเงินเล็กน้อย นั่นเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและทำให้เราเปราะบางต่อช่วงการไร้เสถียรภาพทางการเงินอีกครั้ง”
  • (+) นายกฯนิวซีแลนด์เผยเหตุกราดยิงเป็นการก่อการร้าย ขณะยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 40 รายนางเจซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ได้แถลงข่าวว่า เหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นการก่อการร้าย โดยการโจมตีครั้งนี้มีการวางแผนไว้อย่างรอบคอบ  ทั้งนี้ เกิดเหตุกราดยิงที่มัสยิด 2 แห่งในเมืองไครส์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ในวันนี้ เหตุดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 40 ราย และมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 20 ราย  โดยตำรวจสามารถถอนชนวนอุปกรณ์ที่ติดระเบิด 2 ลูกในรถยนต์ได้  นายกฯนิวซีแลนด์ กล่าวว่า มีการจับกุมตัว 4 ราย โดย 3 ใน 4 รายนี้เกี่ยวพันกับการโจมตี และในขณะนี้ ยังไม่มีเหตุผลที่จะทำให้รัฐบาลเชื่อว่า ยังมีผู้ต้องสงสัยรายอื่นๆอีก โดยหนึ่งในผู้ที่จับกุมตัวเป็นชาวออสเตรเลียที่เกิดในออสเตรเลียและหัวรุนแรง ในขณะที่นิวซีแลนด์ได้ยกระดับการรักษาความปลอดภัยทั่วประเทศแล้ว  ทางด้านรัฐมนตรีกระทรวงกิจการตำรวจของนิวซีแลนด์ กล่าวว่า ตนเองได้รับทราบเรื่องภาพเหตุยิงที่มัสยิดอัล นัวร์ ที่ปรากฎบนโซเชียลมีเดียแล้ว และตำรวจกำลังดำเนินการเพื่อนำภาพเหล่านั้นออกจากสื่อ
  • (-) เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดพุ่ง 1.04% จากอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ  ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดตลาดวันนี้ดีดตัวขึ้น เนื่องจากตลาดได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่นายหลี่ เค่อเฉียง นายกฯจีนได้ประกาศในวันนี้  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตพุ่ง 31.06 จุด หรือ 1.04% ปิดที่ 3,021.75 จุด   นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนให้คำมั่นว่า จะบังคับใช้ “มาตรการที่แข็งแกร่ง” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัวลงเนื่องจากผลกระทบของข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีน  นายหลี่ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ครั้งที่ 13 ในวันนี้ว่า เศรษฐกิจจีนได้เผชิญกับแรงกดดันในช่วงขาลง และทางการจีนจะใช้มาตรการเพื่อกระตุ้นตลาดภายในประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วยประชาชนกว่า 100 ล้านครัวเรือน  อย่างไรก็ตาม นายหลี่ปฏิเสธแนวคิดเกี่ยวกับการนำมาตรการบางรายการมาใช้ เช่น มาตรการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (QE) ซึ่งบางประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้วได้นำเอามาใช้ เช่น ญี่ปุ่น โดยนายหลี่ กล่าวว่า กลยุทธ์ดังกล่าวจะส่งผลในด้านบวกแค่ในวงจำกัดเท่านั้น
  •  (+/-) อียูระบุการเลื่อนเบร็กซิทต้องได้รับอนุมัติจากสมาชิกอียูทั้งหมด  โฆษกของคณะกรรมาธิการยุโรประบุเมื่อวานนี้ว่า การลงมติของสภาอังกฤษไม่เพียงพอสำหรับการเลื่อนเบร็กซิท และเน้นย้ำว่า สมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ทั้งหมดต้องอนุมัติการเลื่อนการแยกตัวของสหราชอาณาจักรจาก EU  เขากล่าวว่า “คำร้องขอขยายมาตรา 50 จำเป็นต้องได้รับการเห็นพ้องอย่างเป็นเอกฉันท์จากสมาชิกทั้งหมด 27 ประเทศ สภายุโรปจะพิจารณาคำร้องดังกล่าว, ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกต่อความจำเป็นในการรับประกันถึงการทำหน้าที่ของสถาบันต่างๆใน EU และพิจารณาเหตุผลและระยะเวลาของการขยายที่เป็นไปได้”  หลังปฏิเสธข้อตกลงเบร็กซิทของนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษและทางเลือกในการแยกตัวจาก EU โดยปราศจากข้อตกลง สมาชิกสภานิติบัญญัติอังกฤษมีมติสนับสนุนการขยายมาตรา 50 และเลื่อนการแยกตัวของอังกฤษจาก EU  ก่อนหน้านี้ รัฐบาลของนายกฯเมย์ระบุว่า จะขอให้เลื่อนเบร็กซิทถึงวันที่ 30 มิ.ย.ในกรณีที่ข้อตกลงเบร็กซิทได้รับการอนุมัติภายในกลางสัปดาห์หน้า แต่ตั้งข้อสังเกตว่า จะจำเป็นต้องขยายเวลานานกว่านั้น ในกรณีที่ข้อตกลงไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาภายในเวลาดังกล่าว
ข้ามไปยังทูลบาร์