วิเคราะห์ราคาทองคำ 18ก.พ.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG

แนวรับ : 1,314 1,302 1,287

แนวต้าน : 1,326 1,337 1,344

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป ประเด็นที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติในสหรัฐฯ เพื่อจัดงบสนับสนุนสร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโกตามคำสัญญาของเขาโดยปราศจากการอนุมัติของสภาคองเกรส ส่งผลให้องค์กร Public Citizen ได้ยื่นฟ้องในประเด็นดังกล่าว ขณะที่อัยการของรัฐแคลิฟอร์เนียเนวาดา, นิวเม็กซิโก, นิวยอร์ก และรัฐอื่นๆ เตรียมคัดค้านด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญสหรัฐ และคาดว่าจะมีการฟ้องร้อง ปธน.ทรัมป์เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกหลายคดีตามมา หากมีความตึงเครียดหรือรุนแรงมากขึ้นก็จะกระตุ้นแรงซื้อเข้าสู่ตลาดทองคำเพิ่มเติม  ทั้งนี้ปริมาณการซื้อขายทองคำในตลาดสหรัฐอาจเบาบางในคืนวันจันทร์ เนื่องจากตลาดเงินตลาดทุนสหรัฐฯปิดทำการเนื่องในวัน Presidents’ Day  เบื้องต้นประเมินว่าระยะสั้นหากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือบริเวณ 1,326 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อาจแบ่งขายบางส่วน เพื่อรอเข้าซื้อใหม่บริเวณ 1,317-1,314 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอจังหวะดีดตัวเพื่อทำกำไรระสั้นอีกครั้ง หากสามารถยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้ จะเห็นการดีดตัวขึ้นโดยราคายังมีโอกาสที่ขยับขึ้นทดสอบบริเวณ 1,326 หรือ 1,337 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: หากไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,326 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะทำให้เกิดการอ่อนตัวลงของราคา หากพยายามสร้างฐานเหนือโซน 1,317-1,314 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างมั่นคง จะเห็นการดีดตัวของราคาขึ้นทดสอบแนวต้านโซน 1,326-1,337 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดโซนแนวรับแรกจะเห็นแรงขายออกมา โดยประเมินแนวรับถัดไปที่ 1,302 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position ทยอยขายทำกำไรตามบริเวณแนวต้าน 1,326 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อลดความเสี่ยง แต่หากรับความเสี่ยงได้มากให้รอดูบริเวณแนวต้านดังกล่าวหากสามารถยืนได้ ให้ปิดสถานะในบริเวณ 1,337 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position เน้นการปิดสถานะเมื่อราคาอ่อนตัวลงและไม่หลุดแนวรับ 1,317-1,314 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดโซนดังกล่าวสามารถรอทำกำไรบริเวณ 1,302 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากอาจซื้อที่แนวรับแรกบริเวณ 1,317-1,314 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และให้ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้น หรือเปิดสถานะขายบริเวณแนวต้าน 1,326-1,337 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนฝั่งซื้อควรตั้งจุดตัดขาดทุนหากราคาหลุดโซน 1,302 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) จนท.กำหนดนโยบายเฟดคาดปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งหรือไม่ปรับขึ้นเลย ขณะศก.ชะลอตัว เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แสดงจุดยืนใหม่ในการ “อดทน” ต่อการดำเนินการนโยบายการเงินเมื่อเดือนที่ผ่านมา เฟดไม่ได้แสดงการชี้นำแบบเจาะจงเกี่ยวกับระยะเวลาในการระงับนโยบายดังกล่าวหรือจำนวนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ข้อมูลอันน่าผิดหวังของยอดค้าปลีกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมสหรัฐเพิ่มแนวโน้มที่ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายเฟด 3 คนให้คำตอบว่า อาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งหรืออาจจะไม่มีการปรับขึ้นเลย ทั้งนี้ คาดการณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้จากทั้งนายราฟาเอล บอสติค ประธานเฟดสาขาแอตแลนตา และนายแพทริค ฮาร์เกอร์ ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย และแนวโน้มการไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเลยจากนางแมรีย์ ดาลี ประธานเฟดสาขาฟรานซิสโก บ่งชี้ว่า เจ้าหน้าที่เฟดหลายคนเห็นว่า แทบไม่มีความจำเป็นในการยับยั้งเศรษฐกิจสักระยะหนึ่ง
  • (-) ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดพุ่ง 2.7% จากความคืบหน้าเจรจาการค้า,ข้อมูลเงินกู้อพยพ  หุ้นจีนทะยานขึ้นในวันนี้ ในขณะที่นักลงทุนขานรับสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาการค้า และหลังจากที่ธนาคารต่างๆให้เงินกู้ใหม่สูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนม.ค. ซึ่งเพิ่มความหวังที่ว่า ความพยายามของจีนในการส่งเสริมการให้เงินกู้และการลงทุนอาจจะหนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้นายจาง กัง นักวิเคราะห์ของ Central China Securities กล่าวว่า ความคืบหน้าในการเจรจาการค้าและข้อมูลสินเชื่อใหม่ ต่างเป็นแรงผลักดันสำหรับการทะยานขึ้นในวันนี้ โดยข้อมูลเงินกู้ “เป็นสัญญาณความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการส่งเสริมสินเชื่อใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งขณะที่นั่นอาจจะไม่คงอยู่ยั่งยืน แต่เป็นการแสดงถึงสัญญาณอย่างแน่นอนและเพิ่มคาดการณ์ที่แข็งแกร่งว่า เจ้าหน้าที่จะสามารถต้านการอ่อนตัวทางเศรษฐกิจ” เขากล่าว  ดัชนีหุ้นบลูชิพ CSI300 ดีดตัวขึ้น 3.2% สู่ 3,445.74 ซึ่งเป็นระดับปิดตลาดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. โดยดัชนีดังกล่าวปรับตัวได้ดีกว่าตลาดเอเชียอื่นๆ นั่นเป็นการปรับตัวขึ้นที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับดัชนีนับตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย. และสูงกว่าการปรับขึ้นในวันซื้อขายวันแรก
  • (-) จนท.ECB เผยข้อมูลเมื่อไม่นานมานี้บ่งชี้เศรษฐกิจยูโรโซนอ่อนแอลง นายออลลี เรห์น จากธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวต่อหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวัน Handelsblatt ของเยอรมนีเมื่อวานนี้ว่า ข้อมูลเมื่อไม่นานมานี้บ่งชี้ถึงเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงของยูโรโซน โดยเสริมว่า อัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับปัจจุบันจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายนโยบายการเงิน ทั้งนี้ นายเรห์น ประธานธนาคารกลางฟินแลนด์ระบุว่า “ใช่ ข้อมูลเมื่อไม่นานมานี้บ่งชี้ถึงภาวะอ่อนแอลงของเศรษฐกิจ” เมื่อได้รับคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงคาดการณ์ของตลาดเรื่องการชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตไปจนถึงช่วงหลังในปี 2020 เขากล่าวว่า “ผมไม่แสดงความเห็นต่อความเป็นไปของตลาด แต่ทิศทางนโยบายการเงินของเรามีความชัดเจน เราระบุว่า อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับปัจจุบันจนกว่าเราจะเข้าสู่เป้าหมายนโยบายการเงินของเราอย่างยั่งยืน”
  • (+/-) นายกฯอังกฤษเตรียมหารือผู้นำอียูเพื่อปรับเปลี่ยนข้อตกลงเบร็กซิท นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษวางแผนที่จะหารือกับผู้นำสหภาพยุโรป (EU) ทุกคนและประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เพื่อปรับเปลี่ยนข้อตกลงการถอนตัวจาก EU ในช่วงไม่กี่วันหลังเผชิญความพ่ายแพ้ต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติของเธออีกครั้งและในขณะที่กลุ่มธุรกิจคาดการณ์ถึงเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลงในวันที่ 29 มี.ค. สำนักนายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุว่า ในการเจรจาของเธอกับเหล่าผู้นำ EU และนายฌอง-คล็อด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เธอจะขอเปลี่ยนแปลงประเด็นการควบคุมพรมแดนไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดของข้อตกลงการแยกตัวที่เธอตกลงในเดือนพ.ย. นายกฯเมย์กล่าวต่อเหล่าผู้นำ EU ว่า ข้อตกลงของเธออาจจะผ่านการอนุมัติหากมีการผ่อนปรนขั้นต้นเกี่ยวกับประเด็นพรมแดนไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นการรับประกันว่า จะไม่มีการกลับมาควบคุมพรมแดนระหว่างไอร์แลนด์เหนือ  แต่ความพ่ายแพ้ในการลงมติเชิงสัญลักษณ์ในรัฐสภาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้คำมั่นสัญญาของเธออ่อนลง และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะเบร็กซิท “แบบไร้ข้อตกลง” ในอีก 40 วัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์