วิเคราะห์ราคาทองคำ 07 ก.พ.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากราคาไม่หลุด 1,304-1,302 ดอลลาร์ต่อออนซ์ รอเสี่ยงเปิดสถานะซื้อในบริเวณดังกล่าว(ตัดขาดทุนหากหลุด 1,302 ดอลลาร์ต่อออนซ์) โดยราคาแกว่งตัวในกรอบแคบจึงควรเน้นการลงทุนระยะสั้นและไม่ควรถือสถานะจำนวนมาก

แนวรับ : 1302, 1287, 1276   แนวต้าน : 1319, 1326, 1334

ปัจจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 9.00  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ของดัชนีดอลลาร์  หลังการเปิดเผยตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐในเดือนพ.ย.ที่ลดลงเกินคาดและลดเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน   ขณะที่สกุลเงินยูโรยังคงเผชิญกับแรงกดดันต่อเนื่องหลังจากวานนี้ตัวเลขยอดคำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีประจำเดือนธ.ค.ปรับลดลงแบบไม่คาดคิดจากอุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอ  ตอกย้ำถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจของฝั่งยูโรโซน  ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนดอลลาร์เพิ่มเติมจนสร้างแรงกดดันให้กับตลาดทองคำ  นอกจากนี้ดอลลาร์ยังขานรับในเชิงบวกต่อการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีการย้ำถึงข้อเรียกร้องในการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานที่อาจนำไปสู่การกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจอีกด้วย  สถานการณ์ดังกล่าวกดดันให้ทองคำร่วงลงมาเคลื่อนไหวไม่ไกลจากระดับต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์อีกครั้ง  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลงวานนี้ -2.06 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ(BoE)คาดคงดอกเบี้ย  แต่อาจต้องจับตาทัศนะเกี่ยวกับเศรษฐกิจและความเสี่ยง Brexit ที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเงินปอนด์ได้  รวมถึงติดตามการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์และถ้อยแถลงของ Richard Claridaรองประธานเฟด

ปัจจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำยังไม่หลุดต่ำกว่าแนวรับโซน 1,304-1,302 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็ยังมีโอกาสลุ้นขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,319 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดต่ำกว่าแนวรับแรกราคาทองคำอาจย่อลงมาที่ 1,287 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งต้องระวังหากราคาทองคำปรับตัวลงเข้าใกล้โซนดังกล่าว

กลยุทธ์การลงทุน :

เปิดสถานะซื้อหากราคาอ่อนตัวลงมาในโซน 1,304-1,302 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมลดการลงทุนหากราคาหลุด 1,302 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้อาจพิจารณาแบ่งทองคำออกขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,319 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 21.22 จุด หลังถ้อยแถลงทรัมป์ไม่ลงรายละเอียดแผนศก.  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (6 ก.พ.) หลังจากการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ ไม่ได้ลงรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับแผนเศรษฐกิจในอนาคต อย่างไรก็ตาม ดัชนีดาวโจนส์ขยับลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากตลาดได้ปัจจัยหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งความหวังที่ว่าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะมีความคืบหน้า  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,390.30 จุด ลดลง 21.22 จุด หรือ -0.08% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,731.61 จุด ลดลง 6.09 จุด หรือ -0.22% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,375.28 จุด ลดลง 26.80 จุด หรือ -0.36%
  • (-) ดอลล์แข็งค่า หลังตลาดปรับตัวรับทรัมป์แถลงนโยบายประจำปี  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (6 ก.พ.) หลังนักลงทุนปรับตัวรับการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ โดยนักวิเคราะห์กล่าวว่า การที่ปธน.ทรัมป์ระบุย้ำถึงข้อเรียกร้องในการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานนั้น อาจนำไปสู่การกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวขึ้น 0.35% สู่ระดับ 96.3977  ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.98 เยน จากระดับ 109.97 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 1.0025 ฟรังก์ จาก 1.0002 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3203 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3144 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1363 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1409 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.2937 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2954 ดอลลาร์
  • (-) ประธานคณะมนตรียุโรปยันไม่มีการเจรจาครั้งใหม่เกี่ยวกับข้อตกลง Brexit  นายโดนัลด์ ทัสค์ ประธานคณะมนตรียุโรป กล่าวว่า เขาหวังว่านางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะเดินทางมายังกรุงบรัสเซลส์ในวันพรุ่งนี้พร้อมกับข้อเสนอที่สอดคล้องกับความเป็นจริงเกี่ยวกับแนวทางในการผ่าทางตันกรณีการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)  นายทัสค์ยังยืนยันว่า สหภาพยุโรป (EU) จะไม่เปิดการเจรจาครั้งใหม่เกี่ยวกับข้อตกลง Brexit โดยเฉพาะนโยบาย backstop ซึ่งเป็นนโยบายในการค้ำประกันว่าจะไม่มีการกลับไปใช้มาตรการควบคุมชายแดนอย่างเข้มงวดระหว่างไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นรัฐสมาชิกของสหภาพยุโรป  นายทัสค์ระบุว่า ข้อตกลง Brexit ซึ่งถูกคว่ำโดยรัฐสภาอังกฤษ ถือเป็นข้อตกลง Brexit ที่ดีที่สุด และความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในอังกฤษเป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นของการมีนโยบาย backstop
  • (-) สหรัฐเผยขาดดุลการค้าลดลงในเดือนพ.ย. หลังจากเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 5 เดือน  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลงในเดือนพ.ย. หลังจากเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 5 เดือน โดยตัวเลขขาดดุลการค้าปรับตัวลงจากการลดลงของการนำเข้าโทรศัพท์มือถือ และผลิตภัณฑ์น้ำมัน  ทั้งนี้ ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลง 11.5% สู่ระดับ 4.93 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.40 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจากแตะระดับ 5.57 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค.  สหรัฐขาดดุลการค้าต่อจีนลดลงสู่ระดับ 3.79 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ย. หลังจากแตะระดับ 4.31 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค. 
  • (-) ขุนคลังสหรัฐเชื่อมั่นเจรจาการค้ากับจีนมีความคืบหน้า  นายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ กล่าวว่า เขามีความเชื่อมั่นในความคืบหน้าของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน  นายมนูชินยังยืนยันว่า เขาและคณะเจรจาการค้าของสหรัฐจะเดินทางไปยังจีนในสัปดาห์หน้า เพื่อให้มีการบรรลุข้อตกลงก่อนกำหนดเส้นตายในวันที่ 2 มี.ค.  นอกจากนี้ นายมนูชินระบุว่า การเจรจากับนายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน มีความคืบหน้าเป็นอย่างดี  ขณะเดียวกัน นายมนูชินกล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังปรับตัวได้ดี และเป็นไปตามแผนเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์