วิเคราะห์ราคาทองคำ 05 ก.พ.62(ภาคเช้า) by HGF

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (HGF)

ราคาทองคำลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 

คืนนี้สหรัฐจะประกาศดัชนี PMI ภาคบริการ

ราคาทองคำคาดปรับลดลงสู่แนวรับ 1,300 ดอลลาร์

ราคาทองคำตลาดโลก

Close chg. Support Resistance
1,312.10 -5.39 1,300/1,290 1,320/1,325

ราคาทองคำแท่ง 96.5%

Close chg. Support Resistance
19,500 -50 19,350/19,250 19,550/19,600
  • ราคาทองคำ Spot เมื่อวานปรับลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2  หลังจากราคาทองคำปรับขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 9 เดือนใน สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทองคำได้รับปัจจัยลบจากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและตลาดหุ้นสหรัฐปรับขึ้น เนื่องจากความคาดหวังว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะดีขึ้น โดยผู้นำทั้ง2 ประเทศจะเจรจาการค้ากันอีกครั้งในวันที่ 27-28 ก.พ. ขณะที่แรงซื้อทองคำเบาบางลง เนื่องจากตลาดทองคำจีนซึ่งเป็นผู้ใช้ทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลกปิดทำการยาวในช่วงวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ 2562 (Golden week) เนื่องในเทศกาลตรุษจีน นอกจากนี้กองทุน SPDR ขายทองคำต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 อีก 4.11 ตันเมื่อวาน
  • คืนนี้สหรัฐจะประกาศดัชนี PMI ภาคบริการเดือนม.ค.โดย ISM ตลาดคาดลดลงสู่ระดับ 57.2 จากระดับ 57.6 ในเดือนธ.ค. ส่วนพรุ่งนี้เวลา 9.00 น. ติดตามประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภาสหรัฐ
  • แนวโน้มราคาทองคำ Spot คาดปรับลดลงสู่แนวรับ 1,300 ดอลลาร์ ถ้าหลุดแนวรับดังกล่าวจะมีแนวรับถัดไปที่ 1,290 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้าน 1,320 ดอลลาร์ และ 1,325 ดอลลาร์ ตามลำดับ

โกลด์ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
19,590 +50 19,440/19,350 19,640/19,690

การเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำเมื่อราคาทองคำ Spot ปรับลงมาที่ 1,300 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,290 ดอลลาร์

โกลด์ ออนไลน์ ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
1,317.20 +4.30 1,302/1,292 1,322/1,327

การเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำเมื่อราคา GOH19 ปรับลงมาที่ 1,302 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,292 ดอลลาร์

ตลาดการเงินต่างประเทศ: ดอลล์แข็งค่าเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับตัวเลขจ้างงานสดใส

          ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตราเมื่อคืนที่ผ่านมา (4 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐมากขึ้น หลังจากตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนม.ค.ของสหรัฐขยายตัวแข็งแกร่งเกินคาด  สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ได้มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐลดลง 0.6% ในเดือนพ.ย. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% โดยคำสั่งซื้อภาคโรงงานได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของคำสั่งซื้อเครื่องจักร และอุปกรณ์ไฟฟ้า

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : ทองปิดลบ $2.80 นักลงทุนขายสินทรัพย์ปลอดภัยหลังตลาดหุ้นพุ่ง

          สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เมื่อคืนนี้ (4 ก.พ.) เนื่องจากการดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นสหรัฐส่งผลให้นักลงทุนเทขายทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า นอกจากนี้ การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐยังสร้างแรงกดดันต่อตลาดทองคำเช่นกัน สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย. ลดลง 2.80 ดอลลาร์ หรือ 0.21% ปิดที่ 1,319.30 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 4.5 เซนต์ หรือ 0.28% ปิดที่ 15.886 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ : น้ำมัน WTI ปิดลบ 70 เซนต์ วิตกศก.โลกชะลอตัวฉุดอุปสงค์พลังงาน

          สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (4 ก.พ.) หลังจากสหรัฐและจีนเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอาจส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันลดน้อยลงด้วย สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 70 เซนต์ หรือ 1.3% ปิดที่ 54.56 ดอลลาร์/บาร์เรล   สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนเม.ย. ลดลง 24 เซนต์ หรือ 0.4% ปิดที่ 62.51 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ:ดาวโจนส์ปิดบวก 175.48 จุด หลังหุ้นเทคโนฯ

          ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (4 ก.พ.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มอุตสาหกรรม ท่ามกลางความหวังที่ว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทอัลฟาเบท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล และการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,239.37 จุด เพิ่มขึ้น 175.48 จุด หรือ +0.70% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,347.54 จุด เพิ่มขึ้น 83.67 จุด หรือ +1.15% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,724.87 จุด เพิ่มขึ้น 18.34 จุด หรือ +0.68%

สื่อผู้ดีเผยรัฐบาลเล็งอพยพราชวงศ์อังกฤษ หากเกิดภาวะ Brexit โดยไร้ข้อตกลง

          ทางรัฐบาลอังกฤษมีแผนอพยพสมาชิกในราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งรวมถึงสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 หากอังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) โดยไม่มีการทำข้อตกลงทางการค้า จนก่อให้เกิดความวุ่นวายไปทั่วประเทศ  รายงานระบุว่า แผนการอพยพดังกล่าวมีมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็นแล้ว แต่ปัจจุบันได้มีการแก้ไขเพื่อรองรับสถานการณ์ในกรณีที่เกิดความวุ่นวายหลังอังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีการทำข้อตกลง ซึ่งรัฐบาลอังกฤษจะอพยพสมาชิกราชวงศ์อังกฤษไปยังจุดปลอดภัยนอกกรุงลอนดอนหากเกิดกรณีดังกล่าวจริง ทั้งนี้ รัฐสภาลงคะแนนเสียงอย่างถล่มทลายคว่ำร่างข้อตกลง Brexit ที่นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรี ทำไว้กับผู้นำสหภาพยุโรป (EU) ก่อนหน้านี้ และหลังจากนี้ นางเมย์จะมีเวลาจนถึงวันที่ 26 ก.พ.ที่จะต้องนำร่างข้อตกลง Brexit ฉบับใหม่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา มิฉะนั้นรัฐสภาจะทำการลงมติว่าจะเรียกร้องให้ EU ชะลอกำหนดเวลาในการที่อังกฤษจะแยกตัวจาก EU จากกำหนดเดิมวันที่ 29 มี.ค. เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญกับภาวะการแยกตัวออกจาก EU โดยไม่มีการบรรลุข้อตกลงในวันดังกล่าว ด้านนายเจเรมี ฮันท์ รมว.ต่างประเทศอังกฤษ กล่าวยอมรับว่า อังกฤษอาจต้องชะลอกำหนดเวลาในการแยกตัวอย่างเป็นทางการออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) จากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 29 มี.ค.ปีนี้ ถ้าหากการเจรจาประเด็น Brexit ยังคงยืดเยื้อต่อไปจนถึงปลายเดือนดังกล่าว นายฮันท์กล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าการเจรจาจะใช้เวลานานเท่าใด และมีความจำเป็นสำหรับการเผื่อเวลาสำหรับการผ่านกฎหมายในรัฐสภา

“ทรัมป์”เผยต้องการรักษาฐานทัพอากาศในอิรักไว้เพื่อจับตาความเคลื่อนไหวอิหร่าน

             นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวว่า เขายังยืนยันแผนที่จะลดกองกำลังทหารของสหรัฐในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม เขาต้องการที่จะคงฐานทัพอากาศอัล-อาซาด ทางตะวันตกของเมืองอันบาร์ในอิรักเอาไว้อย่างไม่มีกำหนด เพื่อจับตาความเคลื่อนไหวของอิหร่าน ทรัมป์กล่าวว่า เราอาจยังต้องรักษาฐานทัพอากาศ อัล-อาซาดไว้ เนื่องจากเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่จะจับตามองสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทรัมป์ยังแสดงความไม่เห็นด้วยต่อข้อมูลของหน่วยข่าวกรองในอิหร่านซึ่งระบุว่า อิหร่านไม่ได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่เป็นการละเมิดข้อตกลงนิวเคลียร์ในปี 2558 ซึ่งขัดกับการให้เหตุผลของรัฐบาลสหรัฐในการถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ครั้งประวัติศาสตร์เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว

ทูตสหรัฐ-เกาหลีใต้เตรียมถกการเตรียมความพร้อมจัดซัมมิต”ทรัมป์-คิม”

              ผู้แทนสหรัฐด้านเกาหลีเหนือจะเข้าพบกับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้ ที่ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เพื่อหารือถึงรายละเอียดของการจัดการประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 ระหว่างประธานธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ.นี้ การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นก่อนการเจรจาระดับคณะทำงานของนายไบกัน และนายคิม ฮย็อก ชอล ผู้แทนจากเกาหลีเหนือ ที่หมู่บ้านปันมุนจอม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 ระหว่างทรัมป์และคิม อย่างไรก็ตาม การประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 สำหรับทรัมป์และคิม จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ. แต่ยังไม่ได้มีการประกาศสถานที่จัดการประชุม โดยเวียดนามน่าจะเป็นสถานที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ขณะที่ปธน.ทรัมป์ระบุว่าจะประกาศสถานที่จัดการประชุมภายในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐและเกาหลีเหนือสัปดาห์นี้ จะมุ่งเน้นรายละเอียดขั้นตอนของการปลดอาวุธนิวเคลียร์ที่เกาหลีเหนือควรดำเนินการรวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องของสหรัฐ

ประธานเฟดมินนีอาโพลิสชี้การชะลอขึ้นดอกเบี้ยจะช่วยหนุนเศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง

          นายนีล แคชคารี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขามินนีอาโพลิส กล่าวว่า การที่เฟดได้ตัดสินใจชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้น เป็นผลดีที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของสหรัฐสามารถขยายตัวได้ต่อไป นายแคชคารีกล่าวในการประชุมแห่งหนึ่งซึ่งจัดขึ้นที่รัฐมินเนโซตาว่า ผมคิดว่าเรายังมีช่องทางในการสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในตอนนี้นับว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี “แม้เราจะไม่สามารถควบคุมอะไรได้หากยุโรปต้องเผชิญเหตุวิกฤติ หรือเกิดภาวะชะงักงันขึ้นกับเศรษฐกิจจีน แต่เราสามารถควบคุมความผิดพลาดของตัวเองได้ และหากว่าเราสามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจของเราก็จะโตขึ้นได้ต่อไป” นายแคชคารีเสริมว่า “ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากต้องการทำงาน เราจึงควรต้องปล่อยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อไป จนกระทั่งเริ่มมีสัญญาของการขึ้นค่าแรงหรือมีเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ถึงเวลานั้นเราจึงค่อยเข้ามาสกัดการเติบโตให้ช้าลง แต่อย่าเข้าไปสกัดเร็วกว่าที่ควรจะเป็นเพียงเท่านั้น” การแสดงความเห็นดังกล่าวของประธานเฟดสาขามินนีอาโพลิสมีขึ้น หลังจากที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 2.25-2.50% ในการประชุมครั้งแรกของเฟดในปีนี้ แถลงการณ์ของเฟดหลังเสร็จสิ้นการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วระบุว่า เฟดจะใช้ความอดทนต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งต่อไป โดยจะจับตาภาวะเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน แถลงการณ์ของเฟดได้ตัดข้อความ “เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่บ่งชี้ถึงการส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และเฟดได้ทดแทนด้วยข้อความที่ว่า “เฟดกำลังดำเนินแนวทางที่มีความระมัดระวังมากขึ้น” ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายเดิมที่เฟดใช้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์