วิเคราะห์ราคาทองคำ 14 ม.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

พิจารณาโซน 1,299 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในการเสี่ยงเปิดสถานะขาย ซึ่งจะเป็นการเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น ขณะที่การเปิดสถานะซื้อจำเป็นต้องรอการอ่อนตัวลงเข้าใกล้แนวรับ 1,276 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1276, 1265, 1256   แนวต้าน : 1299, 1309, 1318

ปัจจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดทรงตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง  หลังจากในระหว่างวันปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,295.15  ดอลลาร์ต่อออนซ์จากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์หลังนายเจอโรม พาวเวลล์  ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย  ประกอบกับดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ลดลง 0.1% ในเดือนธ.ค.ซึ่งเป็นการปรับตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือนยิ่งกระตุ้นการคาดการณ์ดังกล่าว  ก่อนที่สกุลเงินดอลลาร์จะฟื้นตัวขึ้นจากแรงซื้อทางเทคนิค  จนกดดันให้ราคาทองคำลดช่วงบวกลงในเวลาต่อมา  อย่างไรก็ดีจะพบว่าราคาทองคำยังสามารถทรงตัวรักษาระดับไว้ได้  เนื่องจากโดยภาพรวมแล้วราคายังคงได้รับแรงหนุนหลักจากทัศนะเกี่ยวกับการชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด  นอกจากนี้ภาวะชัตดาวน์ในสหรัฐที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 24 และทำสถิติยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์หลังจากที่เคยเผชิญภาวะชัตดาวน์ในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน เป็นเวลา 21 วัน  อีกทั้งยังไม่มีทีท่าว่าภาวะชัตดาวน์ครั้งนี้จะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้เป็นปัจจัยกดดันให้ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดในแดนลบ  ซึ่งช่วยหนุนราคาทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มเติม  สำหรับวันนี้ไม่มีกำหนดการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

ปัจจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำเกิดแรงขายอ่อนตัวลงหลังจากที่ดีดตัวขึ้นมา เบื้องต้นมีแนวต้านระยะสั้นที่ 1,299 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่สามารถผ่านไปได้ ประเมินว่าจะเกิดแรงขายกดดันให้ราคาเข้าใกล้ 1,276 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากสามารถยืนเหนือบริเวณแนวรับดังกล่าวได้หลายชั่วโมง มีแนวโน้มขึ้นทดสอบโซนแนวต้านอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นรอเปิดสถานะซื้อในบริเวณแนวรับ หากราคาอ่อนตัวลงไปก่อนให้พิจารณาบริเวณ 1,276 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดเปิดสถานะซื้อ แต่หากหลุดโซนดังกล่าวแนะนำให้ชะลอการเข้าซื้อเพื่อรอดูการตั้งฐานของราคา นอกจากนี้ราคาทองคำยังมีจุดเสี่ยงเปิดสถานะขายระยะสั้นในบริเวณ 1,299 ดอลลาร์ต่อออนซ์  (ตัดขาดทุนหากยืน 1,309 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้)

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) สหรัฐเผยดัชนี CPI ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือนในธ.ค.  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ลดลง 0.1% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน และสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากทรงตัวในเดือนพ.ย.  ดัชนี CPI ได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของราคาน้ำมัน ขณะที่ราคาอาหารปรับตัวขึ้น  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 1.9% ในเดือนธ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 2.2% ในเดือนพ.ย.  หากไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนี CPI พื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน และสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% เช่นกันในเดือนต.ค.และพ.ย.  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI พื้นฐานปรับตัวขึ้น 2.2% หลังจากเพิ่มขึ้น 2.2% เช่นกันในเดือนพ.ย.
  • (+) สหรัฐชัตดาวน์เข้าสู่วันที่ 22 ทำสถิติยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์  สถานการณ์ชัตดาวน์ในสหรัฐยืดเยื้อมาเข้าสู่วันที่ 22 แล้ว หลังผ่านพ้นเที่ยงคืนของวันศุกร์ที่ 11 ม.ค. ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับช่วงเที่ยงวันนี้ตามเวลาไทย ทำสถิติยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่เคยเผชิญภาวะชัตดาวน์ในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน เป็นเวลา 21 วัน  ภาวะชัตดาวน์ครั้งล่าสุดในสหรัฐได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงพ้นเที่ยงคืนวันศุกร์ที่ 21 ธ.ค.2561 ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับช่วงเที่ยงวันเสาร์ที่ 22 ธ.ค. 2561 ตามเวลาไทย และยืดเยื้อมาจนถึงขณะนี้ หลังจากสภาคองเกรสไม่อนุมัติร่างกฎหมายที่บรรจุงบประมาณสำหรับสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโกวงเงินกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ปธน.ทรัมป์ก็ได้ปฏิเสธที่จะลงนามในร่างกฎหมายงบประมาณที่ไม่รวมงบประมาณในการสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโกเช่นกัน
  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 5.97 จุด วิตกชัตดาวน์,ข้อมูลเศรษฐกิจชะลอตัว  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดตลาดปรับตัวลงเล็กน้อยเมื่อวันศุกร์ (11 ม.ค.) หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนธ.ค.ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน ขณะที่นักลงทุนยังคงวิตกเกี่ยวกับการปิดหน่วยงานของรัฐบาล (ชัตดาวน์) ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวและสภาคองเกรสเกี่ยวกับการสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 23,995.95 จุด ลดลง 5.97 จุด หรือ -0.02% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6971.48 ลดลง 14.59 จุด หรือ -0.21% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,596.26 จุด ลดลง 0.38 จุด หรือ -0.01%
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบค่าเงินหลัก หลังปธ.เฟดส่งสัญญาณชะลอขึ้นดอกเบี้ย  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (11 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเข้าซื้อดอลลาร์ หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมาส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1465 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1499 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนแข็งค่าแตะระดับ 1.2845 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2744 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7206 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7182 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.48 เยน จากระดับ 108.42 เยน
  • (+/-) นายกฯอังกฤษเตือนเกิดหายนะแน่ หากรัฐสภาไม่โหวตสนับสนุนข้อตกลง Brexit  นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้ออกมาเตือนว่า อังกฤษอาจเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่ หากรัฐสภาไม่โหวตสนับสนุนข้อตกลงการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ที่นางเมย์ทำไว้กับผู้นำสหภาพยุโรป (EU) โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษเตรียมเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการเมืองในวันที่ 15 ม.ค. นี้ ซึ่งเป็นวันที่รัฐสภาอังกฤษจะทำการลงมติต่อร่างข้อตกลงดังกล่าว ขณะที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า นางเมย์จะเป็นฝ่ายแพ้  ทั้งนี้ ร่างข้อตกลง Brexit ของนางเมย์จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาสามัญชนอย่างน้อย 320 เสียง ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด 639 เสียง  นักวิเคราะห์จากสำนักข่าว BBC คาดการณ์ว่า ร่างกฎหมาย Brexit จะถูกคว่ำในสภา โดยมีช่องว่างคะแนนทิ้งห่างมากถึง 228 เสียง ซึ่งนอกจากเสียงที่คัดค้านจะมาจากพรรคฝ่ายค้านแล้ว สมาชิกจำนวนหนึ่งของพรรคอนุรักษ์นิยมของนางเมย์ก็เตรียมโหวตคว่ำร่างข้อตกลงดังกล่าวเช่นกัน 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์