วิเคราะห์ราคาทองคำ 28 ธ.ค.61(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

พิจารณาลดสถานะลงทุนลงเพื่อควบคุมความเสี่ยงจากการหยุดยาวในช่วงเทศวันปีใหม่  หากราคาทองคำไม่สามารถยืน 1,279-1,287 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ให้แบ่งทองคำออกขายเพื่อทำกำไรบางส่วน แต่หากผ่านได้ให้ชะลอการขายออกไป

แนวรับ : 1260, 1249, 1237   แนวต้าน : 1279, 1287, 1296

ปัจจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  หลังConference Board ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 128.1 ในเดือนธ.ค. จากระดับ 136.4 ในเดือนพ.ย. ขณะที่วิกฤติชัตดาวน์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อไปจนถึงปีหน้ายังคงถ่วงดอลลาร์เช่นเดียวกัน  นอกจากนี้ดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยถูกลดความน่าสนใจลงจากข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่มีแนวโน้มคลี่คลาย  หลังนายเกา เฟิง โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนออกมาระบุว่า จีนและสหรัฐมีแผนที่จะเจรจาการค้าต่อหน้าในเดือนม.ค.ที่จะถึงนี้ เพื่อแก้ไขข้อพิพาททางการค้าที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน  และตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายมีการติดต่อทางโทรศัพท์มาอย่างใกล้ชิดซึ่งการเจรจาทางโทรศัพท์นั้นเป็นไปได้ด้วยดี  อย่างไรก็ดีวานนี้ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นเป็นวันทำการที่ 2 ติดต่อกันนำโดยแรงซื้อหุ้นกลุ่มวัสดุและกลุ่มอุตสาหกรรม  ขานรับความหวังการเจราจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ  ซึ่งการพุ่งขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยงเป็นปัจจัยสกัดช่วงบวกของราคาทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลง -2.35 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เขตชิคาโกและยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายของสหรัฐ

ปัจจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่มีการแรงขายสลับออกมาเพียงเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมเชิงบวกในระยะสั้นเพิ่มขึ้น เบื้องต้นประเมินแนวรับที่ 1,265-1,260 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,279-1,287 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามปริมาณการซื้อขายอาจเบาบางลง

กลยุทธ์การลงทุน :

ชะลอการเปิดสถานะเพิ่ม ขณะที่นักลงทุนที่มีสถานะอยู่แนะนำปิดสถานะลงทุนเนื่องจากปริมาณการซื้อขายเบาบางอาจมีเสี่ยงความจากความผันผวนที่เพิ่มขึ้น แต่หากรับความเสี่ยงได้สูงอาจเสี่ยงเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมายังบริเวณแนวรับ 1,265-1,260 ดอลลาร์ต่อออนซ์ การถือสถานะขายเพิ่มความระมัดระวังหากราคายืนเหนือ 1,279 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบค่าเงินหลัก วิตกแนวโน้มศก.สหรัฐ,สถานการณ์ชัตดาวน์  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (27 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองในสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ชัตดาวน์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อไปจนถึงปีหน้า  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 110.73 เยน จากระดับ 111.35 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9860 ฟรังก์ จากระดับ 0.9950 ฟรังก์ แต่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3640 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3582 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1450 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1352 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 1.2647 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7021 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7056 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) Conference Board เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลดลงในเดือนธ.ค.  ผลสำรวจของ Conference Board ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 128.1 ในเดือนธ.ค. จากระดับ 136.4 ในเดือนพ.ย.  ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐได้รับผลกระทบจากความคาดหวังที่ลดลงในเรื่องงานและสภาวะธุรกิจ 
  • (+) จีนเผยพร้อมหันหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐเดือนหน้า หลังมีรายงานข่าวก่อนหน้านี้  เกา เฟิง โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน แถลงต่อสื่อมวลชนในวันนี้ว่า จีนและสหรัฐอเมริกามีแผนที่จะเจรจาการค้าต่อหน้าในเดือนม.ค.ที่จะถึงนี้ เพื่อแก้ไขข้อพิพาททางการค้าที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน  นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ยังเปิดเผยด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายได้มีการติดต่อทางโทรศัพท์มาอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้ฝั่งสหรัฐเพิ่งเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสไป โดยการเจรจาทางโทรศัพท์นั้นเป็นไปได้ด้วยดี  อย่างไรก็ดี โฆษกกระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้ออกมายืนยันชัดเจนเกี่ยวกับรายงานข่าวก่อนหน้านี้ว่า เจ้าหน้าที่จากฝั่งสหรัฐเตรียมเยือนจีนเพื่อเจรจาการค้าในวันที่ 7 ม.ค.ปีหน้า  ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า คณะผู้แทนสหรัฐจะเดินทางไปเยือนจีนในช่วงสัปดาห์ของวันที่ 7 ม.ค.ปีหน้า โดยมีเป้าหมายที่จะเจรจาการค้ากับเจ้าหน้าที่ของจีน
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 260.37 จุดรับแรงซื้อช่วงท้ายตลาด หุ้นวัสดุ-อุตสาหกรรมพุ่งแรง  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เมื่อคืนนี้ (27 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนส่งแรงซื้อเข้าหนุนในช่วงท้ายของการซื้อขาย โดยหุ้นกลุ่มวัสดุและกลุ่มอุตสาหกรรมดีดตัวขึ้นแข็งแกร่งสุด ขานรับความหวังในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มพลังงานยังคงปิดในแดนบวก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงอยู่ในท่าทีระมัดระวังการซื้อขายและจับตาสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองในสหรัฐอย่างใกล้ชิด ซึ่งรวมถึงวิกฤติชัตดาวน์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อไปจนถึงปีหน้า  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 23,138.82 จุด พุ่งขึ้น 260.37 จุด หรือ +1.14% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,488.83 จุด เพิ่มขึ้น 21.13 จุด หรือ +0.86% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,579.49 จุด เพิ่มขึ้น 25.14 จุด หรือ +0.38%
  • (-) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานลดลงเล็กน้อยในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 1,000 ราย สู่ระดับ 216,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเกือบแตะระดับต่ำสุดในรอบ 49 ปี ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 217,000 ราย ซึ่งบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งในตลาดแรงงานสหรัฐ
  • (+/-) ECB คาดเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงปีหน้า แต่แรงกดดันเงินเฟ้อน่าจะขยายตัว  ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกน่าจะชะลอตัวลงในปีหน้า แต่จะกลับมามีเสถียรภาพหลังจากนั้น ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักลงทุนที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงเช่นกัน เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมในสกุลเงินดอลลาร์ปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย ประกอบกับข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน  อย่างไรก็ดี ECB คาดการณ์ว่า แรงกดดันเงินเฟ้อน่าจะยังคงขยายตัวทั่วโลก แต่จะอยู่ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์