วิเคราะห์ราคาทองคำ 27 ธ.ค.61(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นการเก็งกำไรในกรอบ 1,260-1,279 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทองคำยังคงพยายามยืนเหนือโซนแนวรับ 1,265-1,260 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้ราคายังคงมีโอกาสขยับขึ้นเพื่อทดสอบแนวต้านอีกครั้ง

แนวรับ : 1260, 1249, 1237   แนวต้าน : 1279, 1287, 1296

ปัจจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 3.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หลังจากระหว่างวันราคาทองคำทะยานขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 6 เดือนบริเวณ 1,279.10  ดอลลาร์ต่อออนซ์  ก่อนที่ราคาทองคำจะถูกแรงขายกดดันให้อ่อนตัวลงจากการที่สกุลเงินดอลลาร์จะกลับมาแข็งค่า  ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งโดยดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดพุ่งขึ้นกว่า 1,000 จุดหรือเกือบ +5% เป็นครั้งแรกในประวัติศาตร์, S&P500 ปิด +4.96% ส่วน Nasdaq +5.84% หลังมาสเตอร์การ์ด สเปนดิง พัลส์  รายงานว่า ยอดขายของบริษัทค้าปลีกสหรัฐในระหว่างวันที่ 1 พ.ย.-24 ธ.ค.ปีนี้ พุ่งขึ้น 5.1% ทำสถิติแข็งแกร่งสุดในรอบ 6 ปี  นอกจากนี้สกุลเงินดอลลาร์และสินทรัพย์เสี่ยงยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากคำกล่าวของนายเควิน แฮสเซทท์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาวที่ได้ออกมายืนยันว่า นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ได้อยู่ในความเสี่ยงที่จะพ้นจากตำแหน่ง  สถานการณ์ดังกล่าวกดดันให้ราคาทองคำลดช่วงบวกลงจนกลับมาปิดตลาดให้แดนลบ  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มวานนี้ถึง +15.88 ตันซึ่งเป็นการถือครองทองคำเพิ่มในวันเดียวมากสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.ปี 2016  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก CB, ดัชนีราคาบ้าน (HPI)และยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐ

ปัจจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำพยายามค่อยๆขยับขึ้น หากพยายามทรงตัวในระดับสูง หรือหากราคายืนเหนือโซน 1,279 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจทำให้เห็นการดีดตัวขึ้นเพื่อพยายามทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,287 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากยังไม่สามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านได้ อาจเห็นการย่อตัวของราคาลงเพื่อสร้างฐานที่โซนแนวรับ 1,265-1,260 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

ดูบริเวณ 1,265-1,260 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่หลุดสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น เพื่อขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวหรือบริเวณแนวต้าน 1,279-1,287 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวดังกล่าวให้รอดูบริเวณแนวรับถัดไปที่ 1,249  ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) เฟดริชมอนด์เผยภาคการผลิตเดือนธ.ค.หดตัวสวนทางคาดการณ์  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาริชมอนด์ เปิดเผยว่า ภาคการผลิตในภูมิภาคแอตแลนติกตอนกลางหดตัวลงในเดือนธ.ค. ซึ่งสวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้  เฟด ริชมอนด์ ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตร่วงลงสู่ระดับ -8 ในเดือนธ.ค. จากระดับ +14 ในเดือนพ.ย. ขณะที่ตลาดคาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ +15  ดัชนีที่มีค่าสูงกว่า 0 บ่งชี้ถึงภาวะขยายตัว หากต่ำกว่า 0 บ่งชี้ภาวะหดตัว  ดัชนีย่อยเกี่ยวกับการจัดส่งสินค้าร่วงแตะระดับ -25 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2552 จากระดับ +12 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่ปรับตัวลงมาอยู่ที่ -9 จาก +17 ในเดือนก่อนหน้า ส่วนดัชนีการจ้างงานขยับขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ +14 จาก +11
  • (-) เอสแอนด์พี คอร์โลจิก เคส-ชิลเลอร์ เผยราคาบ้านสหรัฐเดือนต.ค.ชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7  ผลสำรวจของเอสแอนด์พี คอร์โลจิก เคส ชิลเลอร์ ระบุว่า ดัชนีราคาบ้านใน 20 เมืองของสหรัฐในเดือนต.ค. เพิ่มขึ้นเพียง 5% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งชะลอตัวลงจากที่เพิ่มขึ้น 5.2% ในเดือนก.ย. และนับเป็นการชะลอตัวเดือนที่ 7 ติดต่อกัน  ข้อมูลล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นว่า อุปสงค์ในตลาดที่อยู่อาศัยสหรัฐอ่อนแรง อันเนื่องมาจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านที่สูงขึ้น รวมถึงมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวขึ้น 
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 1,086.25 จุด หลังหุ้นค้าปลีกทะยานขานรับยอดขายช่วงวันหยุด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กทำสถิติปิดพุ่งขึ้นกว่า 1,000 จุดเป็นครั้งแรกเมื่อคืนนี้ (26 ธ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่ดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ขานรับรายงานของมาสเตอร์การ์ด สเปนดิงพัลส์ ซึ่งระบุว่า บริษัทค้าปลีกของสหรัฐทำยอดขายพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 6 ปีในช่วงเทศกาลวันหยุดปีนี้ ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐ ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นกว่า 8%  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 22,878.45 จุด พุ่งขึ้น 1,086.25 จุด หรือ +4.98% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,467.70 จุด เพิ่มขึ้น 116.60 จุด หรือ +4.96% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,554.35 จุด เพิ่มขึ้น 361.44 จุด หรือ +5.84%  มาสเตอร์การ์ด สเปนดิง พัลส์ ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยข้อมูลค้าปลีกในเครือมาสเตอร์การ์ด รายงานว่า ยอดขายของบริษัทค้าปลีกสหรัฐในระหว่างวันที่ 1 พ.ย.-24 ธ.ค.ปีนี้ พุ่งขึ้น 5.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว สู่ระดับ 8.50 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งทำสถิติแข็งแกร่งสุดในรอบ 6 ปี  นอกจากนี้ บรรยากาศการซื้อขายยังได้แรงหนุนจากการที่นายเควิน แฮสเซทท์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาวได้ออกมายืนยันว่า นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ได้อยู่ในความเสี่ยงที่จะพ้นจากตำแหน่ง พร้อมกับกล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พอใจกับการปฏิบัติหน้าที่ของนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ  ถ้อยแถลงของนายแฮสเซทท์ช่วยลดกระแสความตื่นตระหนกในตลาด หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าปธน.ทรัมป์ต้องการปลดนายพาวเวลออกจากตำแหน่ง หลังจากที่เฟดได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ และข่าวที่ว่านายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐได้หารือกับผู้บริหารของธนาคารรายใหญ่ 6 แห่งของสหรัฐ เพื่อประเมินเสถียรภาพของภาคธนาคาร ซึ่งก่อนหน้านี้นักลงทุนมองว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงความกังวลที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐมีต่อทิศทางเศรษฐกิจ
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบค่าเงินหลัก ขานรับตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งแรง  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (26 ธ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นสหรัฐ หลังจากมาสเตอร์การ์ด สเปนดิงพัลส์ ระบุว่า บริษัทค้าปลีกของสหรัฐทำยอดขายพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 6 ปีในช่วงเทศกาลวันหยุดปีนี้ ซึ่งรายงานดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 111.35 เยน จากระดับ 110.12 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9950 ฟรังก์ จากระดับ 0.9862 ฟรังก์ แต่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3582 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3659 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1352 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1387 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.2647 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2674 ดอลลาร์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์