วิเคราะห์ราคาทองคำ 25 ธ.ค.61(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากรับความเสี่ยงได้อาจเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นหากราคาทองคำสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,260-1,249 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ โดยปริมาณการซื้อขายอาจเบาบางเนื่องจาก ตลาดเงิน ตลาดทุนในหลายประเทศปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส

แนวรับ : 1260, 1249, 1237   แนวต้าน : 1278, 1287, 1296

ปัจจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 13.28 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวสถานการณ์ความวุ่นวายทั้งทางการเมืองและการเงินของสหรัฐ  หลังจากหน่วยงานบางส่วนของรัฐบาลสหรัฐยังคงปิดทำการชั่วคราว(ชัตดาวน์)จากปัญหาความขัดแย้งด้านงบประมาณเป็นวันทำการที่ 3 และมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 3 ม.ค.ปีหน้า  ประกอบกับ 3 ดัชนีหลักของตลาดหุ้นสหรัฐปิดร่วงลงอย่างหนักจากความวิตกของนักลงทุนเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของสหรัฐ  การชะลอของเศรษฐกิจโลก  การชัตดาวน์ที่ยังดำเนินต่อไป  รวมไปถึงข่าวลือที่ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการปลดนายเจอโรม พาวเวล ออกจากตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)  สถานการณ์เหล่านี้ส้รางความปั่นป่วนให้แก่ตลาดเงินและตลาดทุนของสหรัฐจนกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นกว่า 1% แตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนบริเวณ 1,270.50  ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มวานนี้ +1.47 ตัน  สำหรับวันนี้ราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวไม่มากเนื่องจากตลาดเงินและตลาดทุนของหลายประเทศในเอเชีย  รวมถึงตลาดยุโรปและตลาดสหรัฐปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส

ปัจจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำสามารถสร้างระดับสูงสุดใหม่จากวันก่อนหน้าได้อย่างต่อเนื่องและการอ่อนตัวลงค่อนข้างจำกัดโดยราคาอาจแกว่งตัวในกรอบแคบ ทั้งนี้ ทำให้ประเมินแนวรับระยะสั้นนั้นอยู่ในบริเวณ 1,260 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาไม่หลุดยังคงมีโอกาสที่ราคาจะทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,278 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำให้เข้าคืนเมื่อราคาทองคำย่อตัวลงมาบริเวณ 1,260-1,249 ดอลลาร์ต่อออนซ์โดยไม่ควรลงทุนมากเกินไปและเน้นการทำกำไรระยะสั้นในทิศทางขาขึ้น โดยทยอยแบ่งขายทองคำออกขายเพื่อทำกำไรเช่นเดิมหากราคาทองคำขยับขึ้นไม่ผ่านแนวต้าน 1,278 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) จนท.ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ปะทะคารมเหตุเรือรบล็อกเรดาร์ควบคุมการยิงมาที่เครื่องบินลาดตระเวน  เจ้าหน้าที่ของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้ปะทะคารมกรณีที่ญี่ปุ่นกล่าวหาว่า เรือรบของเกาหลีใต้ลำหนึ่งได้ล็อกเรดาร์ควบคุมการยิงมาที่เครื่องบินลาดตระเวนของญี่ปุ่นในพื้นที่ทะเลญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นสัญญาณล่าสุดแห่งความถดถอยของความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี  สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เคนจิ คานาสึกิ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการเอเชียและโอเชเนีย กระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ตนเองได้กล่าวกับคิม ยอง คิล ผู้อำนวยการหน่วยงานเดียวกันของเกาหลีใต้ในระหว่างการประชุมที่กรุงโซลแล้วเกี่ยกับเหตุการณ์ดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียใจและได้ผลักดันให้เกาหลีใต้ใช้มาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก  อย่างไรก็ดี ทางเกาหลีใต้ได้ร้องเรียนว่า ญี่ปุ่นดันเรื่องขึ้นมาโดยปราศจากข้อเท็จจริงยืนยันที่ชัดเจน  ทางด้านรัฐบาลญี่ปุ่นได้ยืนกรานว่า เรือรบของเกาหลีใต้ได้พุ่งเป้าเรดาร์มายังเครื่องบินลาดตระเวนของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่น พร้อมกับระบุว่า เป็นการกระทำที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง
  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบค่าเงินหลัก วิตกศก.ชะลอตัว,ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (24 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ นอกจากนี้ การที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงลงติดต่อกันหลายวันทำการ ยังสร้างแรงกดดันต่อดอลลาร์ด้วยเช่นกัน ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 110.41 เยน จากระดับ 111.29 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9875 ฟรังก์ จากระดับ 0.9948 ฟรังก์ แต่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3611 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3589 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1398 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1371 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2704 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2634 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.7041 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7046 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 653.17 จุด วิตกศก.ไร้ทิศทาง,หน่วยงานสหรัฐถูกชัตดาวน์  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักเมื่อคืนนี้ (24 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยแม้ว่านายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐได้หารือร่วมกับผู้บริหารของธนาคารรายใหญ่ 6 แห่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับความเพียงพอของสภาพคล่องในตลาด แต่ก็ไม่สามารถบรรเทาความวิตกกังวลของนักลงทุนได้ นอกจากนี้ การที่หน่วยงานบางส่วนของรัฐบาลสหรัฐยังคงปิดทำการเนื่องจากขาดงบประมาณ หรือชัตดาวน์ รวมทั้งข่าวลือที่ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการปลดนายเจอโรม พาวเวล ออกจากตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นั้น ยังเป็นอีกปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดเช่นกัน  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 21,792.20 จุด ร่วงลง 653.17 จุด หรือ -2.91% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,351.10 จุด ลดลง 65.52 จุด หรือ -2.71% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,192.92 จุด ลดลง 140.08 จุด หรือ -2.21%
  • (-) เฟดชิคาโกเผยดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศปรับตัวขึ้นในเดือนพ.ย.  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโก เปิดเผยว่า ดัชนี Chicago Fed National Activity Index (CFNAI) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ +0.22 ในเดือนพ.ย. ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในเดือนดังกล่าว จากระดับ +0.00 ในเดือนต.ค.  ดัชนี CFNAI เดือนพ.ย. เป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.ที่ผ่านมา เพราะได้แรงหนุนจากดัชนีย่อยที่เกี่ยวกับการผลิต  ทั้งนี้ ดัชนี CFNAI เป็นดัชนีถ่วงน้ำหนักตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐจำนวน 85 รายการ โดยดัชนี CFNAI ที่มีค่าเป็นบวกจะบ่งชี้ถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจที่สูงกว่าแนวโน้ม ขณะที่ดัชนี CFNAI ที่มีค่าเป็นลบจะบ่งชี้ถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าแนวโน้ม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์