วิเคราะห์ราคาทองคำ 19 ธ.ค.61(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,233 1,221 1,212

แนวต้าน : 1,249 1,256 1,266

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป คำกล่าวของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อปลายเดือนพ.ย.ที่ว่า อัตราดอกเบี้ยอยู่”ต่ำกว่าระดับที่เป็นกลางเพียงเล็กน้อย” ได้หนุนคาดการณ์ของนักลงทุนที่ว่า เฟดใกล้ที่จะยุติการคุมเข้มทางการเงิน ประเด็นดังกล่าว กดดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง จนหนุนให้ราคาทองคำขยับขึ้น ทั้งนี้ แนะนำติดตามแถลงการณ์หลังการประชุมเฟด รวมทั้ง มุมมองแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2019 ซึ่งเริ่มมีกระแสคาดการณ์ว่าเฟดอาจมีโอกาส ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีสหรัฐ และปรับลดเป้าหมายการขึ้นดอกเบี้ยลงในปี 2019 แม้ว่าแนวโน้มดังกล่าวส่งผลเชิงบวกต่อราคาทองคำแต่ผลการประชุมเฟด ยากต่อการคาดการณ์ เบื้องต้นในระยะสั้นหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมาแต่ไม่หลุดแนวรับ  แนะนำนักลงทุนสามารถเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นโดยประเมินแนวรับไว้ที่ 1,240-1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์  เพราะหากราคาทองคำไม่หลุดแนวรับ  ราคาทองคำจะพยายามปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามบริเวณดังกล่าวอาจโดนแรงขายออกมาจึงยังคงแนะนำให้นักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจมีการขายทำกำไรบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยง  อีกทั้งควรคำนึงถึงความผันผวนของราคาจากผลการประชุมเฟด

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: หากราคาทองคำยังคงไม่หลุดแนวรับ 1,240-1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ น่าจะมีแรงซื้อเก็งกำไรกลับเข้ามา จึงมีโอกาสดีดตัวกลับไปทดสอบแนวต้าน 1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าหลุดต่ำกว่าแนวรับแรก อาจมีโอกาสลงไปบริเวณแนวรับ 1,221 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position  ถ้าราคาทองคำหลุดต่ำกว่า 1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ให้รอเข้าซื้อแนวรับถัดไป แนะนำให้รอขายทำกำไรเมื่อราคาดีดขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position  อาจชะลอการปิดสถานะทำกำไรถ้าราคาหลุดแนวรับบริเวณ 1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่เมื่อราคาทองคำยืนเหนือบริเวณ 1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ให้ปิดสถานะทันทีOpen New  รอจังหวะเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น เมื่อราคาทองคำยืน 1,240-1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง และรอขายทำกำไรเมื่อราคาทองคำกลับขึ้นมาทดสอบแนวต้าน 1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุดแนวรับ 1,221 ดอลลาร์ต่อออนซ์)

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ดอลลาร์ถูกกดดันใกล้จุดต่ำสุดรอบ 1 สัปดาห์ ขณะจับตาเฟด ดอลลาร์ปรับตัวยากลำบากจากคาดการณ์ที่ว่า เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายจะชะลอความเร็วในการคุมเข้มทางการเงินสหรัฐ หลังการประชุมในวันนี้  ดัชนีดอลลาร์ปรับลง 0.25% มาที่ 96.86 โดยอยู่ใกล้จุดต่ำสุดรอบ 1 สัปดาห์ ในขณะที่ดอลลาร์ร่วงลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 คาดการณ์เกี่ยวกับเฟดและความวิตกเกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก กดดันผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ และถ่วงดอลลาร์ โดยผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีร่วงลงราว 0.10% ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ระบุว่า ความเป็นไปได้ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.อยู่ที่ 69% ลดลงจากราว 75% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงเวลาสั้นๆ  ในบทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์เมื่อวานนี้ นสพ.วอลล์สตรีท เจอร์นัลแสดงความคิดเห็นว่า จะเป็นการระมัดระวังสำหรับเฟดในการชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ นอกจากนี้ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์เพิ่มแรงกดดันต่อเฟด โดยเขาระบุทางทวิตเตอร์ว่า “ผมหวังว่าเจ้าหน้าที่เฟดจะอ่านบทบรรณาธิการของนสพ. วอลล์สตรีท เจอร์นัลในวันนี้ ก่อนที่พวกเขาจะทำความผิดพลาดอีกครั้ง”
  • (+) ผลสำรวจ“BAML”ชี้นักลงทุนมีทัศนะแง่ลบต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุดในรอบ 1 ทศวรรษ  การสำรวจนักลงทุนในเดือนธ.ค.ของ Bank of America Merrill Lynch (BAML) แสดงเมื่อวานนี้ว่า คาดการณ์ของนักลงทุนย่ำแย่ลงสู่เชิงลบมากที่สุดในรอบ 1 ทศวรรษ ทั้งนี้ นักลงทุน 53% ที่ร่วมการสำรวจซึ่งจัดการสินทรัพย์ 6.94 แสนล้านดอลลาร์ กล่าวว่า พวกเขาคาดว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจะอ่อนแอลงในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ในการสำรวจที่จัดทำขึ้นในช่วงวันที่ 7-13 ธ.ค. สงครามการค้าอยู่ในอันดับสูงสุดของรายการความเสี่ยงที่นักลงทุนระบุเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน ตามมาด้วยการคุมเข้มเชิงปริมาณ และการชะลอตัวในจีน ขณะที่ 37% คาดว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวขึ้นในปีหน้า ลดลง 33% จากการสำรวจครั้งก่อน และพลิกผันจากระดับสูงสุดที่ 82% ในเดือนเม.ย.
  • (-) จนท.ECB เผยการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิ  นายโจเซฟ มาคัช สมาชิกคณะมนตรีบริหารของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุเมื่อวานนี้ว่า กำหนดเวลาในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตของยูโรโซนขึ้นอยู่กับสภาวะทางเศรษฐกิจ  คณะมนตรีบริหารของ ECB ให้คำมั่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ถึงฤดูร้อนของปีหน้าเป็นอย่างน้อย และตกลงยุติการซื้อพันธบัตรใหม่หลังซื้อนานเกือบ 4 ปี อย่างไรก็ตาม ECB จะรักษาสต็อกของพันธบัตรให้มีเสถียรภาพในระยะยาว  เมื่อได้รับคำถามในการแถลงข่าวเกี่ยวกับปฏิกิริยาต่อความเป็นไปได้ของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว นายมาคัชระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจสร้างความจำเป็นให้ต้องกำหนดวิธีใหม่เกี่ยวกับการชี้นำล่วงหน้าของ ECB 
  • (+/-) กนง.มีมติ 5:2 เสียงขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 1.75% ขึ้นครั้งแรกรอบ 7 ปี คาดศก.รับไหว  นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)  กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ที่ประชุมกนง.มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เห็นควรให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% จาก 1.5% เป็น 1.75% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ 2554  เนื่องจากกนง.เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าความจำเป็นในการพึ่งพานโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากในระดับที่ผ่านมาลดน้อยลง  รวมทั้งเพื่อสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน หรือ policy space สำหรับอนาคต ซึ่งเห็นว่าดอกเบี้ยระดับ 1.75% ยังเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง   เขากล่าวว่า ส่วนกนง. 2 ท่านเห็นว่า ปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนจากต่างประเทศปรับสูงขึ้นและอาจส่งผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจระยะต่อไป จึงควรรอประเมินความชัดเจนของผลกระทบจากปัจจัยภายนอกและความยั่งยืนของแรงส่งจากปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศไปอีกระยะหนึ่งก่อน ประกอบกับมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ดำเนินการไปได้ดูแลความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในบางจุดไปบ้างแล้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์