วิเคราะห์ราคาทองคำ 19 ธ.ค.61(ภาคเช้า) by HGF

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (HGF)

คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

คืนนี้ติดตามการแถลงของประธานเฟดหลังการประชุม

ราคาทองคำคาดปรับขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญ 1,253 ดอลลาร์

ราคาทองคำตลาดโลก

Close chg. Support Resistance
1,249.40 +3.84 1,240/1,235 1,253/1,260

ราคาทองคำแท่ง 96.5%

Close chg. Support Resistance
19,350 +100 19,250/19,200 19,400/19,450
  • ราคาทองคำ Spot เมื่อวานปรับขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,250 ดอลลาร์ อีกครั้ง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง อย่างไรก็ดี ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบแคบ ขณะที่นักลงทุนรอดูการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในคืนนี้
  • วันนี้ช่วงบ่ายมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน คาดการณ์ว่าธปท.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.75%
  • คืนนี้ตี 2 จะทราบผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 2.25-2.50% เป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 4 ในปีนี้ การประชุมเฟดรอบนี้เป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ นอกจากนี้เป็นการประชุมรายไตรมาส ทำให้มีการแถลงของประธานเฟดหลังการประชุมและรายงานประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้ทราบแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้ประธานเฟดได้ส่งสัญญาณว่าเฟดจะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ที่สโมสรเศรษฐกิจแห่งนิวยอร์ก และเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ
  • แนวโน้มราคาทองคำ Spot คาดปรับขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 1,253 ดอลลาร์ซึ่งเป็นแนวต้านของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ถ้าผ่านขึ้นไปได้ราคาทองคำจะกลับเป็นขาขึ้นในระยะยาวและจะมีแนวต้านถัดไปที่ 1,260 ดอลลาร์ ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,240 และ 1,235 ดอลลาร์

โกลด์ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
19,430 -10 19,360/19,300 19,500/19,550

สำหรับนักลงทุนที่เปิดสถานะซื้อไว้แนะนำถือต่อไปได้ (Let Profit Run) การเข้าซื้อแนะนำเมื่อราคาทองคำ Spot ปรับลงมาที่ 1,235-1,240 ดอลลาร์

โกลด์ ออนไลน์ ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
1,248.90 -1.10 1,242/1,237 1,255/1,262

สำหรับนักลงทุนที่เปิดสถานะซื้อไว้แนะนำถือต่อไปได้ (Let Profit Run) การเข้าซื้อแนะนำเมื่อราคา GOZ18 ปรับลงมาที่ 1,237-1,242 ดอลลาร์

ตลาดการเงินต่างประเทศ : เงินดอลล์อ่อนเทียบยูโร,เยน ก่อนตลาดรู้ผลประชุมเฟด

          ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร,ปอนด์และเงินเยน ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (18 ธ.ค.) ขณะที่นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่จะรู้ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่จะรู้ผลการประชุมเฟดในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เฟดจะมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.25-2.50% หลังจากสิ้นสุดการประชุมในครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 4 ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าเฟดอาจชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า หลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อทรงตัวในเดือนพ.ย. และการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ขยายตัวน้อยกว่าคาดในเดือนพ.ย. 

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : เงินดอลล์อ่อนหนุนทองปิดบวก $1.8 ขณะตลาดจับตาประชุมเฟด

          สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (18 ธ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโรและเงินเยน ก่อนที่ตลาดจะรู้ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันพุธที่ 19 ธ.ค.ตามเวลาสหรัฐ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 1.80 ดอลลาร์ หรือ 0.14% ปิดที่ 1,253.60  ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค.ปีนี้ สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 5.80 เซนต์ หรือ 0.39% ปิดที่ 14.701 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ :น้ำมัน WTI ปิดร่วง $3.64 วิตกภาวะน้ำมันล้นตลาด

          สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 7% เมื่อคืนที่ผ่านมา (18 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันล้นตลาด รวมทั้งกังวลว่าเศรษฐกิจทั่วโลกที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงนั้น อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมัน ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ ซึ่งสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) มีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนม.ค. ร่วงลง 3.64 ดอลลาร์ หรือ 7.3% ปิดที่ 46.24 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.พ. ดิ่งลง 3.35 ดอลลาร์ หรือ 5.6% ปิดที่ 56.26 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ:ดาวโจนส์ปิดบวก 82.66 จุด รับหุ้นเทคโนฯ

          ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (18 ธ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งนำโดยหุ้นโบอิ้งที่พุ่งขึ้นกว่า 3% ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดีดตัวขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นในกลุ่ม FAANG (เฟซบุ๊ก แอปเปิล อเมซอน เน็ตฟลิกซ์ และอัลฟาเบท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล) อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวขึ้นไม่มากนัก เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลหลังจากที่ปรึกษาทำเนียบขาวได้ออกมาขู่ว่าจะปล่อยให้มีการปิดหน่วยงานบางส่วนของรัฐบาล หรือชัตดาวน์ หากสภาคองเกรสไม่ผ่านงบประมาณการสร้างกำแพงกั้นพรมแดนเม็กซิโก นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่จะรู้ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 23,675.64 จุด เพิ่มขึ้น 82.66 จุด หรือ +0.35% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,546.16 จุด เพิ่มขึ้น 0.22 จุด หรือ +0.01% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,783.91 จุด เพิ่มขึ้น 30.18 จุด หรือ +0.45%

ปธน.จีนชี้การปฏิรูปและการเปิดกว้างถือเป็นหลักชัยของการคืนสู่ขุมพลัง

          ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้กล่าวสุนทรพจน์ว่า การปฏิรูปและการเปิดกว้าง ตลอดจนลัทธิสังคมนิยม ถือเป็นหลักชัยของการเรียนรู้ซึ่งการคืนสู่ขุมพลังของประเทศ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ประธานาธิบดีสี กล่าวว่า การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนถือเป็นหลักชัยในการก้าวไปสู่ขุมพลังแห่งชาติในปัจจุบัน ซึ่งความเคลื่อนไหวเหล่านี้ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญแห่งประวัติศาตร์ที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุ “ขบวนการสี่พฤษภา” หรือ May Fourth Movement ปี 2462

นักวิเคราะห์คาดเฟดขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันพุธนี้ ขณะจับตาส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยปีหน้า

          นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันอังคารที่ 18 ธ.ค. และจะเสร็จสิ้นในวันพุธที่ 19 ธ.ค.ตามเวลาสหรัฐ ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 4 สำหรับปีนี้  นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการส่งสัญญาณของเฟดเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่า เฟดอาจชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า หลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อทรงตัวในเดือนพ.ย. และการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ขยายตัวน้อยกว่าคาดในเดือนพ.ย. CME Group ระบุว่า จากการใช้เครื่องมือ FedWatch วิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ พบว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่า เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปีหน้า ซึ่งลดลงจากที่เคยคาดการณ์เมื่อเดือนที่แล้วว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีหน้า

หอการค้าอังกฤษคาดเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรขยายตัวช้าสุดในรอบ 10 ปีจากกรณี Brexit

          หอการค้าอังกฤษ (BCC) คาดการณ์ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจอังกฤษในปี 2561 และ 2562 มีแนวโน้มการขยายตัวช้าสุดนับตั้งแต่ที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่สิ้นสุดลงในปี 2552 เนื่องความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) จะฉุดรั้งการลงทุนภาคธุรกิจให้หยุดชะงัก และอุปสงค์ผู้บริโภคที่มีแนวโน้มลดลงหอการค้าอังกฤษคาดการณ์ว่า การขยายตัวเศรษฐกิจในปี 2561 มีแนวโน้มจะชะลอตัวลง โดยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.2% ก่อนจะขยายตัวที่ระดับ 1.3% ในปี 2562 ขณะที่การลงทุนในภาคธุรกิจหดตัวลง 0.6% ในปีนี้ และอาจขยายตัวเพียงเล็กน้อยในปีหน้า อดัม มาร์แชลล์ ผู้อำนวยการหอการค้าอังกฤษกล่าวว่า “แม้ว่า Brexit จะไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อธุรกิจและการค้า แต่ก็สำคัญอย่างมาก” ทั้งนี้ เศรษฐกิจของอังกฤษได้ชะลอตัวลงนับแต่การทำประชามติ Brexit ในปี 2559 และยังไม่มีการรับประกันว่าภาคธุรกิจและผู้บริโภคจะยังคงได้รับการยกเว้นภาษีในการเข้าถึงสินค้าจากยุโรปหรือไม่หากอังกฤษออกจาก EU ซึ่งกำหนดไว้ที่วันที่ 29 มี.ค. นอกจากนี้ ยังทำให้หลายบริษัทระงับแผนการขยายบริษัทในสหราชอาณาจักรออกไปอีกด้วย นอกจากนี้ สถาบัน RICS (Royal Institution of Chartered Surveyors) ซึ่งเป็นองค์กรผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประกอบธุรกิจการจัดการทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ คาดการณ์ว่า ราคาบ้านในปีหน้าจะยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับปีนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับแต่ปี 2555 ที่ไม่มีการขยายตัว

EU จวกสหรัฐเป็นต้นเหตุวิกฤติระบบการค้าพหุภาคี           สหภาพยุโรป (EU) ออกโรงเตือนว่า ระบบการค้าพหุภาคีกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติขั้นรุนแรง พร้อมกับชี้ว่า สหรัฐเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องนี้ ในระหว่างการประชุมทบทวนนโยบายการค้า ซึ่งองค์การการค้าโลก (WTO) จัดขึ้นทุกๆ 2 ปีนั้น นายมาร์ค แวนฮิวคีเลน เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแห่งสหภาพยุโรปประจำองค์การการค้าโลก แสดงความรู้สึกเสียใจว่า ลัทธิกีดกันทางการค้าที่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่การปะทะคารมนั้น บัดนี้ได้กลายเป็นเรื่องจริงแล้ว พร้อมกล่าวเสริมว่า WTO สามารถรับรู้ได้ถึงผลสะท้อนของการตั้งกำแพงภาษีและข้อจำกัดอื่นๆ และสิ่งเหล่านี้ยังเริ่มส่งผลกระทบถึงแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกด้วย นอกจากนี้ EU ยังรู้สึกเสียใจต่อการตัดสินใจใช้ภาษีเป็นมาตรการหลักในนโยบายการค้าใหม่ของสหรัฐ และระบุว่า การกล่าวว่า สงครามการค้าสามารถมีผู้ชนะได้นั้น เท่ากับว่าสหรัฐกำลังทำให้ระบบการค้าทั่วโลกตกอยู่ในความเสี่ยง EU เตือนด้วยว่า ความไม่แน่นอนของสหรัฐเกี่ยวกับกฎระเบียบของ WTO สามารถสร้างเงามืดปกคลุมอนาคตในระยะยาว


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์