วิเคราะห์ราคาทองคำ 14 ธ.ค.61(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,233 1,221 1,212

แนวต้าน : 1,256 1,266 1,278

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป ข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม ,ยอดค้าปลีก ,ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ ในเดือนพฤศจิกายน ของจีน สะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเศรษฐกิจจีน และส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อจีนในการยุติความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐ ขณะที่นายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐกล่าวต่อสถานีโทรทัศน์บลูมเบิร์ก ทีวีว่าจีนจำเป็นต้องดำเนินการมากกว่าที่ให้สัญญาไว้เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้า แนวโน้มสงครามการค้าที่ยืดเยื้อได้สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ แนะนำยังคงเน้นการลงทุนระยะสั้น โดยเข้าซื้อที่บริเวณ 1,236-1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอจังหวะดีดตัวเพื่อทำกำไรระยะสั้น แต่หากไม่สามารถรับความเสี่ยงได้มากให้รอดูการตั้งฐานของราคา ทั้งนี้ จับตาโซนแนวรับ 1,221 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากหลุดควรตัดขาดทุน  และหากราคาทองคำดีดตัวขึ้นแต่ไม่สามารถยืนเหนือบริเวณ 1,250-1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,250-1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ ทำให้เห็นการย่อตัวลง โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 1,236-1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากสามารถยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้ จะเห็นการดีดตัวกลับของราคาขึ้นไปยังแนวต้านอีกครั้ง

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position  ถ้าราคาทองคำย่อลงมาต่ำกว่าแนวรับ 1,236-1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจชะลอการเข้าซื้อออกไปเพื่อลดความเสี่ยง อย่างไรก็ตามถ้าไม่หลุดแนวรับ ราคาทองคำมีโอกาสดีดกลับทดสอบแนวต้าน 1,250-1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์จึงค่อยรอไปขายทำกำไรบริเวณดังกล่าว

Short Position  ให้ปิดสถานะทำกำไรหากราคาทองคำย่อตัวลงมาและยืนเหนือแนวรับ 1,236-1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แต่หากราคาหลุดแนวรับดังกล่าว แนะนำให้ปิดสถานะขายทำกำไรบริเวณแนวรับถัดไปที่ 1,221 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 Open New   พิจารณาเข้าซื้อเก็งกำไร เมื่อราคาทองคำปรับตัวลงมาไม่ต่ำกว่าแนวรับ 1,236-1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และรอขึ้นไปขายทำกำไรจากการที่ราคาทองคำดีดกลับไปทดสอบแนวต้าน 1,250-1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเน้นการเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) สหรัฐเผยยอดขาดดุลงบประมาณเดือนพ.ย.พุ่งแตะ $2.049 แสนล้าน สูงสุดเป็นประวัติการณ์  กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยว่า ยอดขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 2.049 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นเดือนที่ 2 ของปีงบประมาณ 2562  ยอดขาดดุลงบประมาณเดือนพ.ย.พุ่งขึ้นถึง 48% จากระดับ 1.385 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ย.ปี 2560 โดยรายจ่ายของรัฐบาลปรับตัวขึ้น 18.4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่รายได้ปรับตัวลง 1.2%  สำหรับรายจ่ายสูงสุด 3 ด้านในเดือนพ.ย.ได้แก่ รายจ่ายด้านประกันสังคม 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์, รายจ่ายด้านโครงการประกันสุขภาพ 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ และรายจ่ายด้านการป้องกันประเทศ 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์  ทั้งนี้ คาดว่ายอดขาดดุลงบประมาณของสหรัฐจะพุ่งแตะ 1.085 ล้านล้านดอลลาร์ตลอดปีงบประมาณ 2562 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2555 โดยตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวอ้างอิงจากรายงานทบทวนงบการเงินประจำปี 2562 รอบครึ่งปี ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานบริหารและงบประมาณในเดือนก.ค.ปีนี้   ด้านสำนักงบประมาณรัฐสภาได้กล่าวเตือนว่า ยอดขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นจะทำให้หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นในช่วง 30 ปีข้างหน้า หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย 
  • (+) เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดร่วง 1.53% เหตุวิตกเศรษฐกิจชะลอตัว  ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดตลาดวันนี้ร่วงลง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศ ภายหลังจากที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนได้เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่บ่งชี้ถึงการชะลอตัวลง   สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตร่วง 40.31 จุด หรือ 1.53% ปิดที่ 2,593.74 จุด  สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นมาตรวัดเศรษฐกิจที่สำคัญ ขยายตัว 5.4% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนต.ค.ที่มีการขยายตัว 5.9%  ส่วนยอดค้าปลีกเดือนพ.ย.ขยายตัว 8.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 8.6%  ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ ขยายตัว 5.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งขยับขึ้นจากช่วง 10 เดือนแรกที่ขยายตัว 5.7%
  • (-) นายกฯอังกฤษเตือนผู้นำ EU ชี้ข้อตกลง Brexit อยู่ในจุดเสี่ยง  นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้แจ้งกับผู้นำของสหภาพยุโรป (EU) ว่า ข้อตกลงเรื่องการถอนตัวที่ได้มีการเจรจาต่อรองไปก่อนหน้านี้กับอังกฤษนั้น มีความเสี่ยง หากประเด็นในร่างข้อตกลงที่ทางสมาชิกรัฐสภาของอังกฤษเป็นกังวลนั้น ไม่ได้รับการตอบสนอง  นายกฯอังกฤษ กล่าวด้วยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นประเด็นที่สามารถที่ผ่านการอนุมัติได้ พร้อมกับผลักดันให้ผู้นำ EU ร่วมมือกับเธอ เพื่อเปลี่ยนแปลงมุมมองเกี่ยวกับความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเกี่ยวกับแผน Backstop หรือนโยบายที่ทั้งสองฝ่ายใช้ระบบศุลกากรร่วมกัน ครอบคลุมสินค้าเกือบทุกชนิด ยกเว้นสินค้าประมงในบริเวณชายแดนของไอร์แลนด์  ทางด้านนายโดนัลด์ ทัสค์ ประธานคณะมนตรียุโรป กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับการถอนตัวนั้น ไม่มีการเปิดโอกาสสำหรับการเจรจาต่อรองอีกแล้ว   นายทัสค์ได้กล่าวถึงประเด็น Backstop ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดว่า  Backstop มีเป้าหมายในการป้องกันเรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับนโยบายด้านการประกันอย่างเข้มงวดบริเวณชายแดนในไอร์แลนด์เหนือ โดย EU มุ่งมั่นในการทำงานอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับการบริหารจัดการที่เกี่ยวกับทางเลือก
  • (-) ธ.กลางเยอรมนีลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ  วันนี้ ธนาคารกลางเยอรมนีระบุว่า การเติบโตในเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรปจะชะลอตัวในช่วงหลายปีข้างหน้า โดยลดคาดการณ์การเติบโตของตนหลังการเผยข้อมูลอันน่าผิดหวังอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา  เยอรมนีเผชิญความลำบากแบบไม่คาดหมายในครึ่งหลังของปี 2018 ซึ่งบ่งชี้ว่าขณะนี้วงจรการเติบโตของยุโรปผ่านจุดสูงสุดแล้วและอัตราการขยายตัวจะชะลอลง  ขณะนี้ ธนาคารกลางเยอรมนีคาดการณ์ถึงการเติบโตที่ 1.5% ในปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 2% จากนั้นปรับขึ้น 1.6% ในช่วง 2 ปีให้หลัง  การลดคาดการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพฤหัสบดีในการลดคาดการณ์การเติบโตในยูโรโซน   ธนาคารกลางเยอรมนีคาดการณ์ถึงเงินเฟ้อทั่วไปที่ 1.4% ในปีหน้าเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 1.7% และต่ำกว่าเป้าหมายของ ECB ที่ “ใกล้แต่ต่ำกว่า 2%” อย่างชัดเจน               

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์