วิเคราะห์ราคาทองคำ 13 ธ.ค.61(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,233 1,221 1,212

แนวต้าน : 1,256 1,266 1,278

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป แม้ว่าสัญญาณการผ่อนคลายความตึงเตรียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน มีแนวโน้มเป็นบวกมากขึ้น เมื่อสื่อมวลชนรายงานว่า บริษัทของทางการจีนซื้อถั่วเหลืองสหรัฐกว่า 1.5 ล้านตัน และ จีนจะชะลอโครงการพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงในนาม “Made in China 2025” ซึ่งเคยสร้างความขุ่นเคืองแก่สหรัฐเกี่ยวกับสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ  แม้ว่าประเด็นดังกล่าว จะสร้างแรงซื้อเข้าสู่ตลาดทองคำ แต่นักลงทุนยังคงจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเฉพาะถ้อยแถลงของนายมาริโอ ดรากี ประธาน ECB เพราะหาก ประธาน ECB ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินมากกว่าช่วงก่อนหน้า รวมถึงมีมุมมองต่อเศรษฐกิจยูโรโซนในเชิงลบ ประเด็นดังกล่าว อาจกดดันสกุลเงินยูโร และ กดดันราคาทองคำเช่นกัน แนะนำนักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น โดยหากราคาทองคำลงมาทดสอบบริเวณแนวรับ 1,236-1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และยังยืนเหนือได้อาจเห็นการดีดตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้าน ทั้งนี้ ประเมินแนวต้านไว้ที่ 1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์ซึ่งเป็นโซนขายทำกำไร แต่หากราคาหลุดแนวรับ 1,221 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่ไม่อยากรับความเสี่ยงมากนักแนะนำให้ชะลอการสะสมทองคำและไม่ควรถือสถานะจำนวนมาก

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ระหว่างวันราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้เกิดการอ่อนตัวลงของราคา โดยประเมินแนวรับบริเวณ 1,236-1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากสามารถยืนเหนือโซนแนวต้านดังกล่าวได้ประเมินว่าราคาทองคำจะขยับขึ้นชนแนวต้านถัดไป

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position ทยอยลดสถานะลงบริเวณแนวต้าน 1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อลดความเสี่ยง แต่หากรับความเสี่ยงได้มากให้รอดูบริเวณดังกล่าว หากสามารถยืนได้ ให้ปิดสถานะในบริเวณแนวต้านถัดไป

Short Position ปิดสถานะบางส่วนหากราคายังสามารถยืนเหนือแนวรับ 1,236-1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอขายใหม่บริเวณแนวต้าน 1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับ โซนดังกล่าวให้ชะลอการทำกำไรออกไป

Open New สำหรับนักลงทุนอาจซื้อบริเวณแนวรับ 1,236-1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และให้ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้นหรือเปิดสถานะขายบริเวณแนวต้าน 1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยนักลงทุนฝั่งซื้อควรตั้งจุดตัดขาดทุนหากราคาหลุดโซน 1,221 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) นายกฯอังกฤษเตรียมเข้าร่วมประชุมสุดยอด EU หลังรอดศึกไม่ไว้วางใจ นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสหภาพยุโรป (EU) ในวันนี้ เพื่อหาทางเชื่อมโยงการดำเนินการที่ได้มีการให้คำมั่นไว้จากผู้นำ EU เกี่ยวกับข้อตกลงเกี่ยวกับ Backstop หรือนโยบายที่ทั้งสองฝ่ายใช้ระบบศุลกากรร่วมกัน ครอบคลุมสินค้าเกือบทุกชนิด ยกเว้นสินค้าประมงในบริเวณชายแดนของไอร์แลนด์ อย่างไรก็ดี ฝั่ง EU จะไม่เจรจาต่อรองในเรื่องข้อตกลง แต่พร้อมที่จะรับประกันเกี่ยวกับประเด็น Backstop
  • (+) ปอนด์รักษาแรงบวกส่วนใหญ่ แม้ข้อตกลงเบร็กซิทยังเผชิญความเสี่ยง ปอนด์รักษาแรงบวกของเมื่อคืนนี้ไว้เป็นส่วนใหญ่ หลังจากที่นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ของอังกฤษได้รับชัยชนะในการลงมติไม่ไว้วางใจต่อความเป็นผู้นำของเธอที่ซื้อเวลาให้กับเธอมากขึ้นในการพยายามผลักดันข้อตกลงเบร็กซิทของเธอที่ไม่ได้รับความนิยมให้ผ่านการอนุมัติของรัฐสภาที่มีความเห็นต่างกันอย่างมาก ยูโรทรงตัวก่อนการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในช่วงต่อไปของวันนี้ หลังจากที่ปรับขึ้นจากข่าวที่ว่า อิตาลีปรับลดเป้าหมายยอดขาดดุลสำหรับปีหน้า และระบุว่า อิตาลีคาดว่า คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) จะยอมรับข้อเสนองบประมาณใหม่ปี 2019 ทั้งนี้ ยูโรทรงตัวที่ 1.1367 ดอลลาร์ หลังจากที่บวกเกือบ 0.5% ในครั้งก่อนเกือบจะเป็นที่แน่นอนแล้วว่า ECB จะยุติแผนการซื้อพันธบัตรอย่างเป็นทางการในวันนี้ แต่จะมีทัศนะที่ซบเซามากขึ้นเกี่ยวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะมีการเลื่อนขั้นต่อไปในการลดแผนกระตุ้น นักลงทุนหวังว่า จะทราบว่า ECB จะเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนที่วาระของนายมาริโอ ดรากี ประธาน ECB จะสิ้นสุดลงในเดือนต.ค.ปีหน้าหรือไม่
  • (-) “S&P”เตือนหากอังกฤษถอนตัวจากอียูโดยไร้ข้อตกลงอาจกระทบอันดับเครดิต สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global เปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า อันดับเครดิตที่ AA ของอังกฤษ อาจจะไม่ได้รับผลกระทบ หากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่อาจจะได้รับผลกระทบ หากอังกฤษถอนตัวจากสหภาพยุโรป (EU) โดยปราศจากข้อตกลง ซึ่งจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ อังกฤษเป็นประเทศในกลุ่ม AAA ประเทศแรกที่ถูกปรับลดอันดับเครดิต 2 ขั้นหลังการลงมติเบร็กซิทในปี 2016 และ S&P คงแนวโน้ม”เชิงลบ” ต่ออันดับเครดิตของอังกฤษนับตั้งแต่นั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการเตือนให้ระวังการถูกปรับลดอันดับเครดิต ความกังวลที่สำคัญของ S&P สำหรับอันดับเครดิตของอังกฤษ ยังคงอยู่ที่การถอนตัวจาก EU โดยปราศจากข้อตกลง ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ของทางบริษัทได้จัดทำคาดการณ์ทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับภาวะดังกล่าว  “นั่นแสดงถึงผลกระทบที่สำคัญต่อเศรษฐกิจที่อาจจะมีผลต่ออันดับเครดิต” นายโรเบอร์โต ไซฟอน-อเรวาโล นักวิเคราะห์ของ S&P กล่าว
  • (-) เงินเอเชียส่วนใหญ่แข็งแกร่งจากความหวังการค้าสหรัฐ-จีน สกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่แข็งแกร่งขึ้นในวันนี้ ในขณะที่สัญญาณความตึงเครียดทางการค้าสหรัฐ-จีนที่บรรเทาลง กระตุ้นให้นักลงทุนกลับสู่สินทรัพย์เสี่ยง ในสัญญาณที่ว่า จีนเริ่มปฏิบัติตามคำมั่นเมื่อไม่นานมานี้ในการซื้อสินค้าสหรัฐมากขึ้น จีนซื้อถั่วเหลืองสหรัฐมากกว่า 1.5 ล้านตันเมื่อวานนี้ ในการผ่อนปรนที่เป็นไปได้อีกประการหนึ่ง จีนดูเหมือนจะชะลอแผนผลักดันการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงที่ได้รับการขนานนามว่า “Made in China 2025” ซึ่งสร้างความขุ่นเคืองแก่สหรัฐมายาวนาน แม้ว่ายังไม่มีการเปิดเผยว่า จีนได้เสนอการปกป้องมากขึ้นสำหรับสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ
  • (-) เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดพุ่ง 1.23% ขานรับดาวโจนส์ดีดตัว  ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดตลาดวันนี้พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากตลาดหุ้นสหรัฐที่ปิดพุ่งสูงขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา รวมทั้งแนวโน้มที่ผ่อนคลายลงของสงครามการค้าจีนและสหรัฐ  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตพุ่ง 31.90 จุด หรือ 1.23% ปิดที่ 2,634.05 จุด   หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า จีนกำลังเตรียมทดแทนนโยบาย “Made in China 2025” ด้วยนโยบายใหม่ที่จะทำให้บริษัทต่างชาติสามารถเข้าสู่ตลาดจีนได้มากขึ้น   ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงต้องการใช้นโยบาย “Made in China 2025” ในการกระตุ้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศ แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าวว่าเป็นนโยบายกีดกันทางการค้า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์