วิเคราะห์ราคาทองคำ 13 ธ.ค.61(ภาคเช้า) by HGF

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (HGF)

ราคาทองคำปรับขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐชะลอตัว

คืนนี้ติดตามการประชุมธนาคารกลางยุโรป

ราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,240-1,250 ดอลลาร์

ราคาทองคำตลาดโลก

Close chg. Support Resistance
1,245.50 +2.60 1,240/1,230 1,250/1,255

ราคาทองคำแท่ง 96.5%

Close chg. Support Resistance
19,350 -50 19,300/19,200 19,400/19,450
  • ราคาทองคำ Spot เมื่อวานปรับขึ้นจากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง โดยมีปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ว่าเฟดจะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า หลังจากสหรัฐประกาศดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพ.ย.ทรงตัวเมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 8 เดือน และเพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อเทียบรายปี สะท้อนให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐชะลอตัว หลังจากที่ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบรายปี ทางด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเท่าเดิมเมื่อวาน
  • สถานการณ์ข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีนดีขึ้น โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนกำลังดำเนินไปด้วยดี และมีข่าวว่าจีนเตรียมเปิดตลาดให้บริษัทต่างชาติมากขึ้น
  • คืนนี้ติดตามการประชุมธนาคารกลางยุโรปและการแถลงของประธานธนาคารกลางยุโรป ส่วนสหรัฐจะประกาศจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตลาดคาดลดลง 5,000 ราย สู่ระดับ 226,000 ราย
  • แนวโน้มราคาทองคำ Spot ระยะสั้นคาดเคลื่อนไหวในกรอบ1,240-1,250 ดอลลาร์   โดยมีแนวต้านที่ 1,250 ดอลลาร์ และแนวต้านสำคัญ 1,255 ดอลลาร์ซึ่งเป็นแนวต้านของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,240 และ 1,230 ดอลลาร์

โกลด์ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
19,410 19,380/19,300 19,500/19,550

สำหรับนักลงทุนที่เปิดสถานะซื้อไว้แนะนำถือต่อไป (Let Profit Run) การเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้นรอบใหม่ แนะนำเมื่อราคาทองคำ Spot ปรับลงมาที่ 1,230 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,220 ดอลลาร์

โกลด์ ออนไลน์ ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
1,245.30 +1.20 1,242/1,232 1,252/1,257

การเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำเมื่อราคา GOZ18 ปรับลงมาที่ 1,232 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,222 ดอลลาร์

ตลาดการเงินต่างประเทศ :ดอลล์อ่อนเทียบค่าเงินหลัก หลังเงินเฟ้อสหรัฐทรงตัว

          ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (12 ธ.ค.) จากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่ทรงตัวของสหรัฐ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นเพราะได้แรงหนุนจากกระแสคาดการณ์ที่ว่า นางเทเรซา เมย์ จะสามารถผ่านพ้นการลงมติไม่ไว้วางใจจากสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งจะส่งผลให้นางเมย์ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษและหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมต่อไป นักลงทุนจับตาการประชุมเฟดในวันที่ 18-19 ธ.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 4 สำหรับปีนี้ แต่จะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า หลังการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่ทรงตัว และการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ซบเซาในเดือนพ.ย.

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : เงินดอลล์อ่อน หนุนทองปิดบวก 2.80 ดอลลาร์

          สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (12 ธ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ อันเนื่องมาจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่ทรงตัวของสหรัฐ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 2.80 ดอลลาร์ หรือ 0.22% ปิดที่ 1,250.00 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 22.3 เซนต์ หรือ 1.52% ปิดที่ 14.851 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ : น้ำมัน WTI ปิดลบ 50 เซนต์ หลังสต็อกน้ำมันดิบลดลงน้อยกว่าคาด

          สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (12 ธ.ค.) หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐลดลงน้อยกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว อย่างไรก็ดี สัญญาน้ำมันดิบได้รับแรงหนุนในระหว่างวัน จากการที่นักลงทุนคลายความวิตกเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และจากรายงานของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ซึ่งระบุว่า การผลิตน้ำมันของโอเปกลดลงในเดือนพ.ย. สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 50 เซนต์ หรือ 1% ปิดที่ 51.15 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.พ. ลดลง 5 เซนต์ หรือประมาณ 0.09% ปิดที่ 60.15 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ:ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 157.03 จุด ขานรับเจรจาการค้าคืบหน้า

          ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา (12 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ส่งสัญญาณว่า การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนกำลังดำเนินไปด้วยดี ขณะเดียวกันมีรายงานว่า จีนเตรียมเปิดตลาดให้บริษัทต่างชาติมากขึ้น โดยความคืบหน้าด้านการค้าของทั้งสองประเทศได้ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นโบอิ้งและหุ้นแคทเธอร์พิลลาร์ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสภาวะการค้าในต่างประเทศของสหรัฐ ขณะที่หุ้นบริษัทเทคโนโลยีซึ่งมีการลงทุนจำนวนมากในประเทศจีนนั้น ปรับตัวขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มรถยนต์ยังพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขานรับข่าวจีนเตรียมปรับลดภาษีรถยนต์ที่นำเข้าจากสหรัฐ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,527.27 จุด พุ่งขึ้น 157.03 จุด หรือ +0.64% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,651.07 จุด เพิ่มขึ้น 14.29 จุด หรือ +0.54% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,098.31 จุด เพิ่มขึ้น 66.48 จุด หรือ +0.95%

ผู้นำเยอรมนี, EU ประสานเสียงปิดทางเจรจาข้อตกลง Brexit ต่อนายกฯอังกฤษ

          นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้เดินทางเข้าพบผู้นำของสหภาพยุโรป (EU) เพื่อหาทางออกให้กับร่างข้อตกลงการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ก่อนที่จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำ EU ในวันที่ 13-14 ธ.ค. ทั้งนี้ นางเมย์ได้หารือกับนายมาร์ค รุทท์ นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ และนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เพื่อขอเสียงสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในข้อตกลง Brexit อย่างไรก็ดี ผู้นำของ EU ส่งสัญญาณชัดเจนว่า พวกเขายินดีที่จะให้คำชี้แจงในประเด็นต่างๆต่อนางเมย์ แต่จะไม่มีการเจรจาต่อรองครั้งใหม่ต่อข้อตกลง Brexit ดังกล่าวนางแมร์เคิลระบุจุดยืนของเยอรมนีว่าจะไม่มีการเจรจาทำข้อตกลง Brexit ฉบับใหม่  ทางด้านนายฌอง-คล็อด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) กล่าวว่า “ข้อตกลงที่เราได้ทำขึ้นถือเป็นข้อตกลงฉบับเดียวที่ดีที่สุดที่มีความเป็นไปได้ และเราจะไม่เปิดการเจรจาครั้งใหม่”

“ทรัมป์” ขู่เก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่น ชี้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับเจรจาการค้า

          ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ได้ออกมาขู่อีกครั้งว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่น ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า การที่คณะทำงานของเขาจะเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (EU) หรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ได้แสดงความเห็นดังกล่าวในช่วงเวลาที่คณะทำงานของเขาต้องการที่จะเริ่มต้นการเจรจาเพื่อให้สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับญี่ปุ่นโดยเร็วที่สุดภายในช่วงกลางเดือนม.ค.ปีหน้า ปธน.ทรัมป์ และนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ตกลงกันเมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมาว่า สหรัฐจะไม่เรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นในช่วงเวลาที่การเจรจาต่อรองของทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินอยู่ สำหรับการให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ครั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ยังได้กล่าวถึงการที่สหรัฐและจีนได้เห็นพ้องเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมาเรื่องการระงับข้อพิพาทการค้าชั่วคราวเป็นเวลา 90 วัน พร้อมกับกล่าวว่า จีนจะซื้อถั่วเหลืองจำนวนมากจากสหรัฐ และการเจรจาทวิภาคีทางโทรศัพท์ระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐและจีนดำเนินไปด้วยดี ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า จีนกำลังกลับเข้าสู่ตลาดเพื่อซื้อถั่วเหลือง หลังจากที่มีการยุติสงครามการค้าชั่วคราว ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นความตั้งใจที่จะลดความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ

ทูตจีนชี้การระงับข้อพิพาทการค้าจีน-สหรัฐชั่วคราวส่งผลดีต่อทั้ง 2 ประเทศ

          หวาง ตงฮัว ทูตจีนประจำกงสุลจีนในเมืองซานฟรานซิสโก ได้เปิดเผยว่า การหยุดพักข้อพิพาทการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ได้ช่วยผ่อนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องการขยายตัวของเศรษฐกิจ และเสถียรภาพของตลาดใน 2 ประเทศ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หวางได้กล่าวผ่านบทความชื่อ  “A welcome pause in U.S.-China trade dispute” ว่า นับเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจและตลาดโลกที่ผู้นำของจีนและสหรัฐได้ประชุมและรับประทานอาหารเย็นอย่างสร้างสรรค์นอกรอบการประชุม G20 ที่อาร์เจนตินา ในระหว่างการประชุมช่วงรับประทานอาหารเย็นนั้น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เห็นชอบร่วมกันว่า จะยังไม่มีการจัดเก็บภาษีชุดใหม่เพิ่มเติม หวางระบุว่า ถือเป็นผลประโยชน์สำหรับทั้ง 2 ฝ่ายที่สามารถไกล่เกลี่ยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจซึ่งกันและกัน ในขณะที่ชาวอเมริกันจำนวนมากที่ตนเองได้พูดคุยด้วยนั้น ต่างหวังว่า ความขัดแย้งทางการค้าจะยุติลงโดยเร็ว และไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทของสหรัฐ

“ทรัมป์”เผยพร้อมแทรกแซงคดีผู้บริหาร”หัวเว่ย” หากช่วยหนุนเจรจาการค้ากับจีน           ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ เปิดเผยว่า พร้อมจะแทรกแซงกรณีการจับกุมตัวนางเมิ่ง ว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (ซีเอฟโอ) ของบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี หากจะช่วยให้บรรลุข้อตกลงการค้ากับจีนได้ ทรัมป์กล่าวว่า พร้อมจะแทรกแซงคดีดังกล่าวถ้าหากคิดว่าเป็นผลดีต่อข้อตกลงการค้ากับจีน และความมั่นคงของประเทศ อย่างไรก็ตามทรัมป์เปิดเผยว่า ยังไม่ได้พูดคุยกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ล่าสุด ศาลแคนาดาได้อนุญาตให้ประกันตัวนางเมิ่ง ว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี หลังจากเพื่อนร่วมงานและครอบครัวของนางเมิ่งได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดและบ้านในการขอประกันตัว มูลค่ารวม 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีความเป็นไปได้ที่นางเมิ่งจะถูกส่งตัวไปยังสหรัฐเพื่อรับการพิจารณาคดีต่อไป ทั้งนี้ นางเมิ่งได้ถูกทางการแคนาดาจับกุมตัวเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตามคำขอของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ เนื่องจากคาดว่าทางบริษัทอาจลักลอบขายสินค้าให้กับอิหร่าน ซึ่งถูกสหรัฐคว่ำบาตร ต่อมาในวันที่ 7 ธ.ค. นางเมิ่งได้ถูกนำตัวขึ้นศาลเมืองแวนคูเวอร์ และถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมหลอกลวงในกรณีลักลอบทำข้อตกลงทางธุรกิจกับอิหร่าน โดยนางเมิ่งถูกระบุว่าได้ใช้บริษัทสกายคอม ซึ่งเป็นบริษัทที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อบังหน้า (shell company) ในการทำธุรกิจกับอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐบังคับใช้ต่ออิหร่าน ในช่วงปี 2552-2557

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์