วิเคราะห์ราคาทองคำ 13 ธ.ค.61(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

การเข้าซื้ออาจต้องรอจังหวะการอ่อนตัวลงของราคาแล้วค่อยเข้าซื้อ หรือหากราคาทองคำไม่สามารถยืน 1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ให้แบ่งทองคำออกขายเพื่อทำกำไรบางส่วน แต่หากผ่านได้ให้ชะลอการขายออกไป

แนวรับ : 1233, 1221, 1212   แนวต้าน : 1256, 1266, 1278

ปัจจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น  2.60  ดอลลาร์ต่อออนซ์   โดยราคาทองคำได้รับอานิสงค์เชิงบวกหลังนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ สามารถผ่านพ้นการลงมติไม่ไว้วางใจจากสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งส่งผลให้นางเมย์ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมต่อไป  ทำให้ค่าเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นจนฉุดสกุลเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง  ประกอบกับการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรวัดเงินเฟ้อบ่งชี้ว่า  เงินเฟ้อสหรัฐทรงตัวในเดือนพ.ย.ซึ่งเป็นการปรับตัวรายเดือนที่อ่อนแอที่สุดในรอบ 8 เดือน  สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งตอกย้ำการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)อาจชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2019  ซึ่งส่งผลกดดันสกุลเงินดอลลาร์เพิ่มจนหนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้น  สำหรับวันนี้ติดตามผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป(ECB)  คาด ECB จะคงนโยบายการเงินตามเดิม  แต่แนะนำติดตามแถลงการณ์ของนายมาริโอ  ดรากีประธาน ECB  ว่าจะมีการมุมมองเกี่ยวเศรษฐกิจยูโรโซน  รวมไปถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคตอย่างไร  ทั้งนี้  สัญญาณในเชิงคุมเข้มนโยบายการเงินจะเป็นบวกต่อยูโรและทองคำ  ในทางกลับกันสัญญาณในเชิงผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไปจะเป็นปัจจัยกดดันยูโรและทองคำ  นอกจากนี้ยังต้องติดตามการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ

ปัจจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้  แสดงว่าเป็นเพียงแรงดีดตัวขึ้นระยะสั้น  และอาจทำให้เกิดการอ่อนตัวลงโดยประเมินแนวรับบริเวณที่ 1,236-1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากสามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้ก็จะเห็นการดีดตัวขึ้นอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำลงทุนในกรอบราคา โดยเข้าซื้อเมื่อราคาทองคำอ่อนตัวลงและสามารถยืนเหนือโซน 1,236-1,233 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง ตัดขาดทุนหากราคาหลุดแนวรับบริเวณ 1,221 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแบ่งขายทำกำไรหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านบริเวณ 1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบค่าเงินหลัก หลังเงินเฟ้อสหรัฐทรงตัวหนุนคาดการณ์เฟดชะลอขึ้นดบ.  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (12 ธ.ค.) จากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่ทรงตัวของสหรัฐ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นเพราะได้แรงหนุนจากกระแสคาดการณ์ที่ว่า นางเทเรซา เมย์ จะสามารถผ่านพ้นการลงมติไม่ไว้วางใจจากสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งจะส่งผลให้นางเมย์ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษและหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมต่อไป  เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2632 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2528 ดอลลาร์ ขณะที่ยูโรแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.1365 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1326 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7219 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7205 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยนที่ระดับ 113.21 เยน จากระดับ 113.39 เยน และทรงตัวเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9928 ฟรังก์
  • (+) เทเรซา เมย์ รอดมติไม่ไว้วางใจ ส่งผลนั่งเก้าอี้นายกฯอังกฤษ-หัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมต่อไป  นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ สามารถผ่านพ้นการลงมติไม่ไว้วางใจจากสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมเมื่อวานนี้ ซึ่งส่งผลให้นางเมย์ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมต่อไป  นายเกรแฮม แบรดี สมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมซึ่งรับผิดชอบในการลงมติครั้งนี้ เปิดเผยว่า นางเมย์ได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมในสภาสามัญชน ด้วยคะแนนเสียง 200 ต่อ 117 เสียง ให้ดำรงตำแหน่งต่อไป  การลงมติดังกล่าวมีขึ้นในช่วงเวลาที่นางเมย์กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเมือง จากการที่สมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมจำนวนมากพากันคัดค้านร่างข้อตกลงการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ที่นางเมย์ทำไว้กับสหภาพยุโรป (EU) จนทำให้รัฐบาลตัดสินใจเลื่อนการลงมติในรัฐสภาต่อร่างข้อตกลงดังกล่าวอย่างไม่มีกำหนด จากเดิมที่มีกำหนดลงมติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เนื่องจากวิตกว่าจะไม่ได้รับการอนุมัติจากสภา  นอกจากนี้ ผู้นำของ EU ก็ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า จะไม่มีการเจรจาต่อรองครั้งใหม่ต่อข้อตกลง Brexit ดังกล่าว
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 157.03 จุด ขานรับเจรจาการค้าคืบหน้า,ข่าวจีนเตรียมเปิดตลาด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (12 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ส่งสัญญาณว่า การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนกำลังดำเนินไปด้วยดี ขณะเดียวกันมีรายงานว่า จีนเตรียมเปิดตลาดให้บริษัทต่างชาติมากขึ้น โดยความคืบหน้าด้านการค้าของทั้งสองประเทศได้ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นโบอิ้งและหุ้นแคทเธอร์พิลลาร์ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสภาวะการค้าในต่างประเทศของสหรัฐ ขณะที่หุ้นบริษัทเทคโนโลยีซึ่งมีการลงทุนจำนวนมากในประเทศจีนนั้น ปรับตัวขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มรถยนต์ยังพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขานรับข่าวจีนเตรียมปรับลดภาษีรถยนต์ที่นำเข้าจากสหรัฐ  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,527.27 จุด พุ่งขึ้น 157.03 จุด หรือ +0.64% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,651.07 จุด เพิ่มขึ้น 14.29 จุด หรือ +0.54% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,098.31 จุด เพิ่มขึ้น 66.48 จุด หรือ +0.95%
  • (+/-) สหรัฐเผยดัชนี CPI ทรงตัวในเดือนพ.ย. สอดคล้องคาดการณ์  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทรงตัวในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับตัวที่อ่อนแอที่สุดในรอบ 8 เดือน และสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนต.ค.  ดัชนี CPI ได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของราคาน้ำมัน ขณะที่ราคาอาหารปรับตัวขึ้น  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 2.2% ในเดือนพ.ย. หลังจากพุ่งขึ้น 2.5% ในเดือนต.ค.  หากไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนี CPI พื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน และสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% เช่นกันในเดือนต.ค.  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI พื้นฐานปรับตัวขึ้น 2.2% หลังจากเพิ่มขึ้น 2.1% ในเดือนต.ค.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์