วิเคราะห์ราคาทองคำ 7 ธ.ค.61(ภาคเช้า) by HGF

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (HGF)

ทองคำได้รับแรงหนุนจากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ตลาดหุ้นสหรัฐปรับลง

คืนนี้ติดตามการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ

ราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในลักษณะSideways up

ราคาทองคำตลาดโลก

Close chg. Support Resistance
1,237.30 +0.23 1,230/1,220 1,244/1,250

ราคาทองคำแท่ง 96.5%

Close chg. Support Resistance
19,250 +50 19,200/19,100 19,300/19,400
  • ราคาทองคำ Spot เมื่อวานปิดตลาดทรงตัวแต่ในช่วงกลางคืนปรับขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 1,244 ดอลลาร์ ทองคำได้รับแรงหนุนจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงและตลาดหุ้นสหรัฐปรับลงติดต่อกันเป็นวันที่3 เนื่องจากข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจกลับมารุนแรงขึ้นหลังจากแคนาดาได้จับกุมตัวผู้บริหารของบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยีตามคำขอของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐเนื่องจากคาดว่าทางบริษัทอาจลักลอบขายสินค้าให้กับอิหร่าน
  • รายงานข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐอ่อนแอ การจ้างงานภาคเอกชนADP เดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 179,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น196,000 ตำแหน่ง ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนต.ค.ลดลง 2.1%  ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2560
  • วันนี้ช่วงเช้ามีการแถลงของนายเจอโรม พาวเวลประธานเฟด ต่อสภาคองเกรส ส่วนคืนนี้ติดตามการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐเดือนพ.ย.ซึ่งตลาดคาดจะเพิ่มขึ้น 198,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานเดือนพ.ย.ตลาดคาดจะทรงตัวที่ระดับ 3.7% และค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงเดือนพ.ย.ตลาดคาดจะเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น3.1% เมื่อเทียบรายปี
  • ราคาทองคำ Spot คาดมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways up โดยมีแนวต้าน1,244 และ 1,250 ดอลลาร์ ตามลำดับ ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,230 และ 1,220 ดอลลาร์ตามลำดับ

โกลด์ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
19,430 +110 19,300/19,170 19,430/19,500

การเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้นรอบใหม่แนะนำเมื่อราคาทองคำ Spotปรับลงมาที่ 1,220 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,210 ดอลลาร์

โกลด์ ออนไลน์ ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
1,242.00 +4.70 1,232/1,222 1,247/1,252

การเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้นแนะนำเมื่อราคา GOZ18 ปรับลงมาที่ 1,222 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่1,212 ดอลลาร์

ตลาดการเงินต่างประเทศ :ดอลล์อ่อนหลังสหรัฐเผยข้อมูลศก.ซบเซา

          ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (6 ธ.ค.) หลังจากข้อมูลที่มีการเปิดเผยล่าสุดบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงยอดสั่งซื้อภาคโรงงานที่ร่วงลงหนักสุดในรอบกว่า 1 ปี นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า ดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงกดดันหลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐลดลง 2.1% ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.ปีที่แล้ว และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 2.0%

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ :ทองปิดบวก $1 รับดอลล์อ่อน

          สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (6 ธ.ค.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ การร่วงลงอย่างต่อเนื่องของตลาดหุ้นสหรัฐยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 1.00 ดอลลาร์ หรือ 0.08% ปิดที่ 1243.60 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 7.3 เซนต์ หรือ 0.5% ปิดที่ 14.509 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ : น้ำมัน WTI ปิดร่วง $1.40 นักลงทุนผิดหวังประชุมโอเปกยังไร้ข้อสรุป

          สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนที่ผ่านมา (6 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังหลังจากผลการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) เมื่อวานนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน โดยโอเปกต้องรอจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงกับรัสเซียในวันนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนม.ค. ร่วงลง 1.40 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ปิดที่ 51.49 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.พ. ดิ่งลง 1.50 ดอลลาร์ หรือ 2.4% ปิดที่ 60.06 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ: ดาวโจนส์ปิดลบ 79.40 จุด วิตกข้อพิพาทสหรัฐ-จีนบานปลาย

          ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (6 ธ.ค.) เนื่องจากความกังวลที่ว่า ข้อพิพาทด้านการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจบานปลาย หลังจากทางการแคนาดาได้จับกุมตัวผู้บริหารของบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี ตามคำเรียกร้องของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดขยับลงเพียงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนขานรับรายงานของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลซึ่งระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,947.67 จุด ลดลง 79.40 จุด หรือ -0.32% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,695.95 จุด ลดลง 4.11 จุด หรือ -0.15% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,188.26 จุด เพิ่มขึ้น 29.83 จุด หรือ +0.42%

อิตาลีเล็งส่งร่างงบประมาณฉบับใหม่แก่ EU สัปดาห์หน้า หลังจากถูกปฏิเสธก่อนหน้านี้

              รัฐบาลอิตาลีจะส่งร่างงบประมาณประจำปี 2562 ฉบับปรับปรุงแก้ไขใหม่ให้แก่สหภาพยุโรป (EU) ภายในสัปดาห์หน้า หลังจากที่ถูก EU ตีตกไป เนื่องจากขัดต่อกฎหมายทางการเงินของ EU นายจิอันคาร์โล จิออร์เกตติ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะตัดงบประมาณราว 4 พันล้านยูโรออกจากโครงการสนับสนุนรายได้ และโครงการบำนาญ เมื่อเดือนที่แล้ว EU ปฏิเสธที่จะให้การรับรองงบประมาณประจำปี 2562 ของอิตาลี พร้อมกับประกาศเตรียมลงโทษอิตาลีด้วยการสั่งปรับเนื่องจากร่างงบประมาณดังกล่าวขัดต่อกฎหมายทางการเงินของ EU หลังจากที่รัฐบาลอิตาลีได้เพิ่มตัวเลขขาดดุลงบประมาณสู่ระดับ 2.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2562 ซึ่งสูงกว่าตัวเลขขาดดุลงบประมาณ 0.8% ของ GDP ของรัฐบาลชุดเดิม อย่างไรก็ดี EU เรียกร้องให้อิตาลีดำเนินการไปสู่การมีงบประมาณสมดุล เนื่องจากอิตาลีมีหนี้ในภาครัฐจำนวนมาก

เฟดเผยรายงาน Beige Book ชี้ศก.สหรัฐขยายตัวปานกลาง ขณะกลุ่มผู้ผลิตกังวลมาตรการภาษีนำเข้า

             ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจทั้ง 12 เขต หรือ “Beige Book” โดยระบุว่า เศรษฐกิจของสหรัฐได้ขยายตัว “ในระดับพอประมาณหรือปานกลาง” ระหว่างช่วงกลางเดือนต.ค.ไปจนถึงปลายเดือนพ.ย. ขณะที่ประเด็นมาตรการภาษีนำเข้านั้นเป็นสิ่งที่กลุ่มผู้ผลิตในสหรัฐ “ยังคงวิตกกังวล” รายงานระบุว่า “ความเชื่อมั่นได้เบาบางลงในบางเขต โดยผู้ตอบแบบสำรวจได้กล่าวถึงความไม่แน่นอนที่ปรากฏให้เห็นมากขึ้น อันเป็นผลจากนโยบายเก็บภาษีนำเข้า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และปัญหาในตลาดแรงงาน” รายงานของเฟดยังกล่าวถึงผลกระทบของนโยบายเก็บภาษีนำเข้าที่มีต่อหลาย ๆ อุตสาหกรรมโดยเฉพาะด้วย รายงานระบุว่า “ปัญหาต้นทุนสูงขึ้นอันเป็นผลจากการเรียกเก็บภาษีนำเข้านั้น ได้แพร่ขยายในวงกว้างมากขึ้น จากกลุ่มผู้ผลิตและผู้รับจ้างไปยังกลุ่มผู้ค้าปลีกและร้านอาหาร” และเฟดยังเปิดเผยด้วยว่า ภาคการเกษตรในบางเขตได้กล่าวถึงผลกระทบจากการเก็บภาษีนำเข้าสำหรับภาวะการจ้างงานและระดับราคา ซึ่งเป็นสองปัจจัยสำคัญที่เฟดนำไปประเมินเพื่อตัดสินใจเรื่องนโยบายการเงินนั้น เฟดเปิดเผยในรายงานดังกล่าวว่า ตลาดแรงงานสหรัฐมีความ “ตึงตัวมากขึ้น” ในหลาย ๆ สายอาชีพของสหรัฐ ขณะที่ระดับราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นพอประมาณ

ผู้เชี่ยวชาญเตือนรัฐบาลจีนอาจเปิดฉากตอบโต้สหรัฐหลังผู้บริหาร “หัวเว่ย” ถูกจับกุมตัว

            นายเจมส์ เลวิส อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐได้กล่าวแสดงความเห็นว่า รัฐบาลจีนอาจจะตอบโต้สหรัฐ หลังจากทางการแคนาดาได้จับกุมตัวนางเหม็ง ว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี ตามคำขอของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ นายเลวิสซึ่งปัจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการด้านเทคโนโลยีของศูนย์การศึกษาระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ เปิดเผยว่า หัวเว่ยเป็นหนึ่งในบริษัทที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหัวเว่ยครั้งนี้ อาจทำให้รัฐบาลจีนเปิดฉากตอบโต้ ด้วยการจับกุมตัวผู้บริหารของบริษัทสหรัฐ เนื่องจากสหรัฐคาดว่า หัวเว่ยอาจลักลอบขายสินค้าให้กับอิหร่าน ซึ่งถูกสหรัฐคว่ำบาตร รายงานข่าวระบุว่า นางเหม็ง ว่านโจว กำลังรอคำสั่งส่งตัวกลับสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ทางการสหรัฐคุมตัวต่อไป ทางด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำแคนาดา ได้ออกแถลงการณ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลแคนาดา พร้อมกับเรียกร้องให้ปล่อยตัวนางเหม็ง ว่านโจว โดยเร็ว               

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์