วิเคราะห์ราคาทองคำ 7 ธ.ค.61(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เปิดสถานะซื้อหากราคาไม่หลุด1,221  ดอลลาร์ต่อออนซ์แต่หากหลุดให้ชะลอไปเข้าซื้อที่แนวรับถัดไป ทั้งนี้  หากราคาไม่สามารถผ่าน 1,244ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อาจเลือกปิดสถานะบางส่วน หากผ่านได้สามารถถือต่อ

แนวรับ : 1221, 1212, 1206   แนวต้าน : 1244, 1256, 1266

ปัจจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทรงตัว  หลังจากในระหว่างวันราคาอ่อนตัวลงจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์  ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่กลับมาอยู่ในจุดสนใจอีกครั้ง  หลังผู้บริหารระดับสูงของ Huawei Technologies ถูกจับกุมตัวในประเทศแคนาดาตามคำร้องขอของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ   เนื่องจากคาดว่าหัวเว่ยอาจลักลอบขายสินค้าให้กับอิหร่านซึ่งถูกสหรัฐคว่ำบาตร ทำให้เกิดความวิตกว่าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนหยุดชะงักลงอีกครั้ง สถานการณ์ดังกล่าวกลับมากระตุ้นแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจนกดดันราคาทองคำให้ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ1,234  ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างวัน  อย่างไรก็ดีราคาทองคำดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในเวลาต่อมา โดยได้รับแรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่กลับมาอ่อนค่าหลังจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐหลายรายการที่อ่อนแอเกินคาด  ประกอบกับเทรดเดอร์ชะลอการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)ในปี2019 ลง สถานการณ์ดังกล่าวกดดันดอลลาร์จนหนุนให้ราคาทองพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ5 เดือนบริเวณ 1,244.40  ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับวันนี้จับตาการเปิดเผยตัวเลขในตลาดแรงงานของสหรัฐ  อาทิ อัตราการว่างงาน, รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงแรงงานและตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำว่าจุดที่น่าสนใจในการเข้าซื้อยังเป็นบริเวณแนวรับ 1,212 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าราคาย่อตัวลงมาไม่ถึงอาจเสี่ยงเข้าซื้อเก็งกำไรตรงแนวรับแรกที่ 1,221 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่หากราคาดีดตัวขึ้นแนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรในโซน 1,244 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หากผ่านได้สามารถถือต่อ

ปัจจัยทางเทคนิค :

หากแรงขายทำกำไรสลับออกมาไม่มาก เมื่อราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นและราคาทองคำสามารถยืนเหนือแนวรับ 1,221  ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้มีผลให้ราคาปรับตัวลงเพื่อปรับฐานราคาค่อนข้างจำกัด เบื้องต้นหากการดีดตัวกลับมากหรือสามารถยืนเหนือ 1,244 ดอลลาร์ต่อออนซ์มีโอกาสเกิดแรงซื้อดัน โดยราคายังมีโอกาสทดสอบแนวต้านโซน 1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์


ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนหลังสหรัฐเผยข้อมูลศก.ซบเซา,คาดเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (6 ธ.ค.) หลังจากข้อมูลที่มีการเปิดเผยล่าสุดบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงยอดสั่งซื้อภาคโรงงานที่ร่วงลงหนักสุดในรอบกว่า 1 ปี นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 112.64 เยน จากระดับ 113.19 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9931 ฟรังก์ จากระดับ 0.9978 ฟรังก์ อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3392 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3384 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1374 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1340 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2776 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2736 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.7222 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7264 ดอลลาร์
  • (+) สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อภาคโรงงานร่วงลงมากที่สุดรอบกว่า 1 ปีในเดือนต.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐลดลง 2.1% ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.ปีที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 2.0% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก.ย.
  • (+) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานลดลงน้อยกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 4,000 ราย สู่ระดับ 231,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลงสู่ระดับ 225,000 ราย
  • (+) สหรัฐเผยขาดดุลการค้าพุ่งสูงสุดรอบ 10 ปีในเดือนต.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.7% สู่ระดับ 5.55 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2551 และเป็นการขาดดุลเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.50 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจากแตะระดับ 5.46 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนก.ย.  การพุ่งขึ้นของตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐเกิดจากการส่งออกถั่วเหลืองที่ลดลง ขณะที่การนำเข้าสินค้าเพื่อผู้บริโภคพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์
  • (+) ADP เผยตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดในเดือนพ.ย.  ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 179,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย. จากระดับ 225,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าการจ้างงานภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้น 195,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย.
  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 79.40 จุด วิตกข้อพิพาทสหรัฐ-จีนบานปลาย  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (6 ธ.ค.) เนื่องจากความกังวลที่ว่า ข้อพิพาทด้านการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจบานปลาย หลังจากทางการแคนาดาได้จับกุมตัวผู้บริหารของบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี ตามคำเรียกร้องของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดขยับลงเพียงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนขานรับรายงานของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลซึ่งระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,947.67 จุด ลดลง 79.40 จุด หรือ -0.32% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,695.95 จุด ลดลง 4.11 จุด หรือ -0.15% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,188.26 จุด เพิ่มขึ้น 29.83 จุด หรือ +0.42%
  • (-) ISM เผยดัชนีภาคบริการสหรัฐปรับตัวสูงเกินคาดในเดือนพ.ย.  ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) พบว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐดีดตัวสู่ระดับ 60.7 ในเดือนพ.ย. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 59.7 หลังจากแตะระดับ 60.3 ในเดือนต.ค.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์