วิเคราะห์ราคาทองคำ 6 ธ.ค.61(ภาคเช้า) by HGF

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (HGF)

ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 2  

คืนนี้สหรัฐจะประกาศการจ้างงานภาคเอกชน ADP เดือนพ.ย.

ทองคำมีแนวต้านแข็งแกร่งระยะสั้นที่1,242 ดอลลาร์

ราคาทองคำตลาดโลก

Close chg. Support Resistance
1,237.07 -1.63 1,230/1,220 1,242/1,250

ราคาทองคำแท่ง 96.5%

Close chg. Support Resistance
19,200 +100 19,150/19,050 19,250/19,350
  • ราคาทองคำ Spot เมื่อวานเริ่มมีแรงเทขายออกมาบ้าง ส่วนตลาดการเงินสหรัฐปิดทำการซื้อขายเมื่อวานเพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่นายจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีคนที่ 41 ของสหรัฐ หลังจากที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 2 วัน  โดยมีแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเมื่อคืนวันอังคาร หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐปรับลงอย่างหนักเนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่เกิด Inverted yield curve ซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นสูงกว่าพันธบัตรระยะยาว ส่งสัญญาณว่าภาวะเศรษฐกิจจะถดถอย
  • คืนนี้สหรัฐจะประกาศตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว ได้แก่ การจ้างงานภาคเอกชน ADP เดือนพ.ย. ซึ่งตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 196,000 ตำแหน่ง หลังจากที่เดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 227,000 ตำแหน่ง ดัชนี PMI ภาคบริการเดือนพ.ย.โดย ISM ตลาดคาดลดลงสู่ระดับ 59.2 จากระดับ 60.3 ในเดือนต.ค. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตลาดคาดลดลง 8,000 ราย สู่ระดับ 226,000 ราย และยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนต.ค. ตลาดคาดลดลง 1.9% หลังจากที่เดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 0.7%
  • แนวโน้มราคาทองคำ Spot คาดจะปรับขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,242 ดอลลาร์อีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะเป็นแนวต้านแข็งแกร่งระยะสั้น ถ้าผ่านขึ้นไปได้จะมีแนวต้านถัดไป  1,250 ดอลลาร์ ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,230 และ 1,220 ดอลลาร์ ตามลำดับ

โกลด์ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
19,280 -20 19,240/19,140 19,370/19,460

สำหรับนักลงทุนที่ซื้อไว้แนะนำขายทำกำไรระยะสั้นที่ราคาทองSpot 1,242 ดอลลาร์ การเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้นรอบใหม่ แนะนำเมื่อราคาทองคำ Spotปรับลงมาที่ 1,220 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,210 ดอลลาร์

โกลด์ ออนไลน์ ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
1,238.90 -2.00 1,232/1,222 1,244/1,252

สำหรับนักลงทุนที่ซื้อไว้แนะนำขายทำกำไรระยะสั้นที่ราคาGOZ18 1,244 ดอลลาร์ การเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำเมื่อราคา GOZ18 ปรับลงมาที่ 1,222 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่1,212 ดอลลาร์

ตลาดการเงินต่างประเทศ : ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลักๆ รับกระแสคาดเฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือนนี้

          ดอลลาร์สหรัฐดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (5 ธ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ ดอลลาร์ได้รับปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 18-19 ธ.ค.นี้ ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 4 ในปีนี้ สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งมีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ สมาคมนายธนาคารเพื่อการจำนอง (MBA) ของสหรัฐ ระบุว่า จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการจำนองเพิ่มขึ้น 2.0% ในสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวลงของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ :ทองปิดลบ 4 ดอลลาร์ จากแรงขายทำกำไร

          สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (5 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากสัญญาทองคำพุ่งขึ้นในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา นอกจากนี้ การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐยังสร้างแรงกดดันต่อตลาดทองคำเช่นกัน สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. ลดลง 4.00 ดอลลาร์ หรือ 0.32% ปิดที่ 1242.60 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 5.8 เซนต์ หรือ 0.4% ปิดที่ 14.582 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 2.2 ดอลลาร์ หรือ 0.27% ปิดที่ 802.00 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ :น้ำมันWTIปิดลบ 36 เซนต์หลัง”ทรัมป์”กดดันโอเปกไม่ให้ลดการผลิต

          สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (5 ธ.ค.) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ทวีตข้อความเพื่อกดดันไม่ให้กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน ก่อนที่การประชุมโอเปกจะมีขึ้นในวันนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 36 เซนต์ หรือ 0.7% ปิดที่ 52.89 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.พ. ลดลง 52 เซนต์ หรือ 0.8% ปิดที่ 61.56 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ: ดาวโจนส์ปิดร่วงเกือบ 800 จุด หวั่นพิษตลาดบอนด์ลาม

          ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดตลาดร่วงลงหนักเกือบ 800 จุดเมื่อคืนที่ผ่านมา (4 ธ.ค.) โดยทั้ง 3 ดัชนีหลักร่วงหนักกว่า 3% ขณะที่นักลงทุนกังวลต่อการที่ตลาดพันธบัตรส่งสัญญาณเศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากความไม่มั่นใจต่อผลการเจรจาแก้ไขความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,027.07 จุด ร่วงลง 799.36 จุด หรือ -3.10% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,700.06 จุด ลดลง 90.31 จุด หรือ -3.24% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,158.43 จุด ลดลง 283.09 จุด หรือ -3.80%         

ขุนคลังสหรัฐเผยจีนตกลงลดภาษีนำเข้ารถยนต์ หลัง “ทรัมป์” ประกาศก่อนหน้านี้

          นายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ เปิดเผยว่า ทางการจีนได้ตกลงที่จะเลิกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐ รมว.คลังสหรัฐ ระบุว่า แผนการดังกล่าวยังต้องนำไปเจรจาต่อไป โดยคาดว่าจะเริ่มต้นด้วยการปรับลดการเก็บภาษีก่อน จากนั้นจึงค่อยลงรายละเอียดปลีกย่อยต่อไปว่าจะลดถึงระดับใด การแสดงความเห็นของรมว.คลังสหรัฐมีขึ้นหลังก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้ทวีตข้อความภายหลังการพบปะปธน.สี จิ้นผิง ของจีนว่า จีนได้ตกลงที่จะ “ลดและยกเลิก” การเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐ จากระดับปัจจุบันที่ระดับ 40% นายมนูชิน เปิดเผยว่า ปธน.ทรัมป์และปธน.สี ได้มีการหารือเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ขจัดการบังคับการร่วมลงทุน และไม่กดค่าเงินหยวนเพื่อเอาเปรียบสหรัฐ อย่างไรก็ดี ทางการจีนยังไม่ได้ออกมายืนยันในประเด็นการปรับลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐ ซึ่งจีนได้ประกาศเรียกเก็บเพื่อตอบโต้การที่สหรัฐได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนเมื่อช่วงต้นปีนี้ นอกจากนี้ แถลงการณ์ร่วมระหว่างทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ระบุในประเด็นภาษีรถยนต์ด้วย ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง บรรลุข้อตกลงในการยุติข้อพิพาททางการค้าชั่วคราวในการหารือกันนอกรอบการประชุม G20 ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ปธน.ทรัมป์ และปธน.สี จิ้นผิง เห็นพ้องกันให้เลื่อนกำหนดเวลาที่สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมต่อการนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ออกไปอีก 90 วัน จากกำหนดเดิมในวันที่ 1 ม.ค.2562 เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายได้เดินหน้าเจรจายุติข้อพิพาทการค้าระหว่างกัน หลังจากวันที่ 1 ม.ค.2562 ไปแล้ว จะไม่มีการเรียกเก็บภาษีใหม่ๆเกิดขึ้นอีก และการเจรจาการค้าระหว่างทั้งสองประเทศก็จะดำเนินต่อไป

เกียวโดเผยรัฐบาลญี่ปุ่นเล็งเชิญ “ทรัมป์” เดินทางเยือนประเทศในเดือนพ.ค.

          รัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ในระหว่างพิจารณาเพื่อเชิญประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ ให้เดินทางเยือนญี่ปุ่นในเดือนพ.ค.ปีหน้า นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังเตรียมจัดการพบปะกันระหว่างปธน.ทรัมป์ และเจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ซึ่งจะขึ้นเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่ของญี่ปุ่นในวันที่ 1 พ.ค. 2562 ทั้งนี้ หากรัฐบาลญี่ปุ่นสามารถจัดการประชุมดังกล่าวได้ ปธน.ทรัมป์ก็ถือเป็นพระราชอาคันตุกะจากต่างชาติคนแรกของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่ของญี่ปุ่น

“ทรัมป์” แต่งตั้ง “โรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์” เป็นตัวแทนเจรจาการค้าจีน-สหรัฐ

          นายลาร์รี คุดโลว์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของทำเนียบขาวประกาศว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ ได้แต่งตั้งให้นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ให้เป็นตัวแทนเจรจาการค้ากับ หลังจากปธน.ทรัมป์และปธน.สีเห็นพ้องกันให้เลื่อนกำหนดเวลาที่สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมต่อการนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ออกไปอีก 90 วัน จากกำหนดเดิมในวันที่ 1 ม.ค.2562 เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายได้เดินหน้าเจรจายุติข้อพิพาทการค้าระหว่างกัน นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังได้ทวีตข้อความภายหลังการพบปะกับปธน.สีว่า จีนได้ตกลงที่จะ “ลดและยกเลิก” การเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐ จากระดับปัจจุบันที่ระดับ 40%  ในปัจจุบัน จีนได้เรียกเก็บภาษีรถยนต์นำเข้าจากสหรัฐที่ระดับ 40% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับเดิมที่ 25% ในเดือนก.ค. เพื่อเป็นการตอบโต้สหรัฐที่เรียกเก็บภาษีจากจีน โดยอ้างว่าจีนละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและขโมยเทคโนโลยี ทั้งนี้ การทวีตข้อความล่าสุดของปธน.ทรัมป์แสดงให้เห็นว่า จีนได้ยอมอ่อนข้อให้สหรัฐเพื่อหวังที่จะแก้ปัญหาข้อพิพาททางการค้า ในระหว่างการเจรจานอกรอบการประชุม G20 ที่กรุงบัวโนสไอเรส เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

รัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรโซนเรียกร้องรัฐบาลอิตาลีปรับลดตัวเลขหนี้สิน           รัฐมนตรีคลังในกลุ่มยูโรโซนได้เปิดเผยในร่างงบประมาณประจำปี 2562 ของอิตาลี โดยเรียกร้องให้รัฐบาลอิตาลีปรับลดหนี้สินของประเทศ เนื่องจากอิตาลีมีหนี้สาธารณะสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในยุโรป โดยคิดเป็นสัดส่วน 133% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) รัฐบาลอิตาลีต้องการที่จะกู้เงินเพิ่มและใช้งบประมาณเพื่อดำเนินนโยบายตามที่ได้หาเสียงไว้ อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวขัดต่อข้อกำหนดของสหภาพยุโรป (EU) ที่ระบุว่า หนี้สาธารณะของอิตาลีจะต้องลดลงทุกปีจนกว่าจะแตะระดับต่ำกว่า 60% ทั้งนี้ EU กำหนดให้ประเทศใน EU มีตัวเลขขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ของ GDP อย่างไรก็ดี EU เรียกร้องให้อิตาลีดำเนินการไปสู่การมีงบประมาณสมดุล เนื่องจากอิตาลีมีหนี้ในภาครัฐจำนวนมาก เมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้ปฏิเสธข้อเสนอร่างงบประมาณประจำปี 2562 ของรัฐบาลอิตาลี โดยระบุว่า ร่างงบประมาณดังกล่าวขัดต่อกฎหมายทางการเงินของ EU หลังจากที่รัฐบาลอิตาลีได้เพิ่มตัวเลขขาดดุลงบประมาณสู่ระดับ 2.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2562 ซึ่งสูงกว่าตัวเลขขาดดุลงบประมาณ 0.8% ของ GDP ของรัฐบาลชุดเดิม        

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์