วิเคราะห์ราคาทองคำ 3 ธ.ค.61(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากราคาทองคำไม่สามารถยืน1,231-1,237 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ให้แบ่งทองคำออกขายเพื่อทำกำไรบางส่วนแต่หากผ่านได้ให้ชะลอการขายออกไป และเมื่อราคาอ่อนตัวลงให้เข้าซื้อบริเวณแนวรับ 1,212-1,209 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1209, 1196, 1187   แนวต้าน : 1237, 1244, 1256

ปัจจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวลดลง  1.75  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ในช่วงก่อนการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐและจีนที่การประชุมสุดยอดG20 ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินาในช่วงสุดสัปดาห์ ที่ผ่านมา  รวมถึงได้รับแรงกดดันจากการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นนิวยอร์กขานรับความหวังเชิงบวกที่ว่าสหรัฐและจีนจะสามารถคลี่คลายความขัดแย้งทางการค้าได้  ขณะที่ผลการหารือระหว่างผู้นำจีน-สหรัฐ ปรากฏว่าสหรัฐจะเลื่อนการขึ้นภาษีจากระดับ 10% เป็น 25% จากสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจากกำหนดเดิมที่จะเริ่มขึ้นในวันที่1 ม.ค. ปี 2019 ออกไปอีก 90 วันเพื่อให้ทั้ง2 ประเทศได้เดินหน้าเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาทการค้าระหว่างกันต่อไป  ทั้งนี้ สัญญาณการระงับการทำสงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยถูกลดความน่าสนใจลงในช่วงเช้าวันนี้  อย่างไรก็ดีประเด็นดังกล่าวกระตุ้นการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเช่นเดียวกันสะท้อนจากตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้เคลื่อนไหวในแดนบวก  ทำให้ราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงปรับตัวขึ้นในกรอบจำกัด สำหรับวันนี้ติดตามการตอบรับของสินทรัพย์ต่างๆเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน  อีกทั้งยังต้องติดตามการเปิดเผยดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหรัฐและถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด

ปัจจัยทางเทคนิค :

หากแรงขายทำกำไรสลับออกมาเพิ่มขึ้น เมื่อราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจนราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือแนวต้าน 1,231-1,237 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้มีผลให้ราคาปรับตัวลงเพื่อปรับฐานราคาต่อ เบื้องต้นหากการดีดตัวกลับไม่มากมีโอกาสเกิดแรงขายกลับลงมา โดยมีแนวรับถัดไปโซน 1,212-1,209 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

ราคาทองคำมีจุดเสี่ยงเปิดสถานะซื้อระยะสั้นในบริเวณ1,212-1,209 ดอลลาร์ต่อออนซ์(ตัดขาดทุนหากหลุด 1,209 ดอลลาร์ต่อออนซ์) แต่หากราคาดีดตัวขึ้นไปก่อน ให้พิจารณาบริเวณ 1,231-1,237 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดเปิดสถานะขาย(ตัดขาดทุนหากผ่าน 1,244 ดอลลาร์ต่อออนซ์) 


ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ทรัมป์ – สี จิ้นผิง เห็นพ้องเลื่อนเวลาขึ้นภาษีออกไป 90 วัน เปิดทางเดินหน้าเจรจาการค้าต่อไป  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน เห็นพ้องกันให้เลื่อนกำหนดระยะเวลาที่สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ออกไป 90 วัน จากกำหนดเวลาเดิมในวันที่ 1 ม.ค.2562 เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายได้เดินหน้าเจรจายุติข้อพิพาทการค้าระหว่างกันต่อไป  ในแถลงการณ์ซึ่งทำเนียบขาวเผยแพร่ออกมาหลังเสร็จสิ้นการหารือระหว่างผู้นำจีน-สหรัฐ ระบุว่า กำหนดการเรียกเก็บภาษีจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ม.ค.2562 นี้ จะถูกเลื่อนออกไป 90 วัน  “หากสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ยังหาข้อตกลงกันไม่ได้ ก็จะมีการขึ้นภาษีจาก 10% เป็น 25%” ทำเนียบขาวระบุ  ทำเนียบขาวยังเปิดเผยอีกว่า จีนได้รับปากที่จะสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐ ทั้งผลิตภัณฑ์จากภาคการเกษตร, พลังงาน, สินค้าอุตสาหกรรม และอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก  ด้านสถานีโทรทัศน์ของการทางการจีนรายงานว่า หลังจากวันที่ 1 ม.ค.2562 ไปแล้ว จะไม่มีการเรียกเก็บภาษีใดๆเกิดขึ้นอีก และการเจรจาการค้าระหว่างทั้งสองประเทศก็จะดำเนินต่อไป  ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ และปธน.สีได้พูดคุยกันระหว่างการรับประทานอาหารค่ำที่กรุงบัวโนสไอเรสของอาร์เจนตินาในช่วงค่ำวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลจีนได้ออกมาเปิดเผยว่า วาระสำคัญที่จีนจะหยิบยกขึ้นมาหารือกันสหรัฐ คือการโน้มน้าวให้รัฐบาลสหรัฐ ยอมระงับแผนปรับขึ้นภาษีนำเข้าอีก 15% ต่อสินค้าจีนในวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์
  • (+) ประธานเฟดมินเนอาโพลิสขวางเฟดขึ้นดอกเบี้ย ขณะตลาดแรงงานแกร่ง,เงินเฟ้อต่ำ  นายนีล แคชแครี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขามินเนอาโพลิส กล่าวว่า เฟดไม่ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่ง และอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ  นายแคชแครีเตือนว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไป มีความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเผชิญภาวะถดถอย  ประธานเฟดมินเนอาโพลิสแนะนำให้เฟดมีท่าทีรอดูต่อไป โดยให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่เงินเฟ้อพุ่งขึ้น หรือค่าจ้างดีดตัวขึ้น  นอกจากนี้ นายแคชแครียังระบุว่า อัตราดอกเบี้ยกำลังเข้าใกล้ระดับที่เป็นกลาง ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด และนายริชาร์ด แคลริดา รองประธานเฟด  ขณะเดียวกัน นายแคชแครีคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะไม่ขยายตัวเกิน 2% มากนักในระยะยาว
  • (-) ดอลลาร์แข็งค่า ขณะรอผลเจรจาทรัมป์-สี จิ้นผิง  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (30 พ.ย.) ขณะที่นักลงทุนรอดูผลการเจรจาแก้ไขความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นอกรอบการประชุมสุดยอด G20 ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา สุดสัปดาห์นี้  ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 113.60 เยน จากระดับ 113.43 เยน แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ 0.9996 ฟรังก์ จาก 0.9963 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ 1.3288 ดอลลาร์แคนาดา จาก 1.3274 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1308 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1388 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะ 1.2742 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2782 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7302 ดอลลาร์สหรัฐ จาก 0.7319 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 199.62 จุด รับความหวังทรัมป์-สีเจรจาปลดล็อกการค้า  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดดีดตัวขึ้นเมื่อคืนนี้(30 พ.ย.) ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวขึ้นเนื่องจากนักลงทุนมีความหวังว่าการหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นอกรอบการประชุม G20 ในช่วงสุดสัปดาห์นี้นั้นจะเป็นไปด้วยดี  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่25,538.46 จุด บวก 199.62 จุด หรือ +0.79%ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,760.17 จุด เพิ่มขึ้น 22.41 จุด หรือ +0.82% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,330.54 จุด เพิ่มขึ้น 57.45 จุด หรือ +0.79%  สำหรับในรอบสัปดาห์ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 5.2% ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 4.9% และ Nasdaq พุ่ง5.6% โดยทั้ง S&P 500 และ Nasdaqทำสถิติปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบสัปดาห์ นับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2554หรือเกือบเจ็ดปี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์