วิเคราะห์ราคาทองคำ 16 พ.ย.61(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,200 1,191 1,180

แนวต้าน : 1,224 1,236 1,244

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป แม้ว่าความยุ่งเหยิงของร่างข้อตกลงเบร็กซิทของนายกรัฐมนตรีเทเรซาเมย์ ของอังกฤษ จะกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ราคาทองคำอาจขยับขึ้นไม่ไกลเนื่องจากยังมีโอกาสที่จะมีการทำประชามติใหม่อีกรอบโดยมีตัวเลือกระหว่างการถอนตัวแบบไร้การประนีประนอมหรือ การยังคงอยู่ในสหภาพยุโรป (EU) ทั้งนี้ ผลการสำรวจของสกาย นิวส์พบว่า 55% สนับสนุนการทำประชามติอีกรอบ ขณะที่ 54% สนับสนุนการไม่ถอนตัว, 32% สนับสนุนการถอนตัวแบบไร้ข้อตกลง และมีเพียง 14% ที่สนับสนุนข้อตกลงเบร็กซิทของนายกฯเมย์  เบื้องต้นแนะนำนักลงทุนจับตาหากราคาทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,224 ดอลลาร์ต่อออนซ์และยังไม่สามารถยืนได้ นักลงทุนที่มีทองคำในมืออาจขายบางส่วนแต่หากสามารถผ่านไปได้ให้รอไปขายบริเวณแนวต้านถัดไป เพราะหากไม่สามารถผ่านแนวต้านแรกได้อาจเห็นการย่อตัวลงไปบริเวณแนวรับและหากรับความเสี่ยงได้แนะนำให้รอจังหวะเข้าซื้อบริเวณแนวรับ 1,204-1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อหวังทำกำไรระยะสั้นจากการดีดตัว

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: หากราคาพยายามทดสอบแนวต้านโซน 1,224 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหากราคาสามารถขึ้นไปยืนได้ น่าจะมีแรงซื้อเก็งกำไรกลับเข้ามาอีกครั้ง แต่หากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้านดังกล่าวไปได้ มีแนวโน้มจะเกิดแรงขายทำกำไรออกมาและอาจทำให้ราคาปรับตัวลงไปอีก โดยประเมินแนวรับที่ 1,204-1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position นักลงทุนควรลดความเสี่ยงโดยการปิดสถานะหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านบริเวณ 1,224 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และลดสถานะลงหากราคาทองคำดิ่งลงต่ำกว่าแนว 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position นักลงทุนสามารถปิดสถานะหากราคาทองคำลงมาบริเวณ 1,204-1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากหลุดแนวดังกล่าว ก็สามารถรอทำกำไรในแนวรับต่อไปบริเวณ 1,191 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New หาจังหวะขายทำกำไรเมื่อราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือแนวต้าน 1,224 ดอลลาร์ต่อออนซ์และซื้อคืนเมื่อราคาทองคำอ่อนตัวลงและสามารถยืนเหนือโซน 1,204-1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง และแนะนำให้ลดสถานะลงหากราคาทะลุกรอบด้านใดด้านหนึ่ง

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (-) สหรัฐเผย“ทรัมป์”เตรียมพบ”คิม จอง อึน”ในปี 2019 ขณะพร้อมผลักดันแผนเป็นรูปธรรมในการยุตินิวเคลียร์  เมื่อวานนี้นายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐวางแผนประชุมกับนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือในปี 2019 และจะผลักดันแผนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสรุปความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือในการยุติโครงการอาวุธ  สหรัฐและเกาหลีเหนือได้หารือเรื่องการประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 ของผู้นำทั้งสองประเทศหลังการประชุมสุดยอดเมื่อเดือนมิ.ย. ณ ประเทศสิงคโปร์ เพื่อวางกรอบงานในการยุติการเผชิญหน้าจากประเด็นนิวเคลียร์ของคู่อริเก่าแก่ดังกล่าว  รองปธน.เพนซ์ระบุว่า “แผนกำลังดำเนินต่อไป เราเชื่อว่า การประชุมสุดยอดดังกล่าวมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นหลังต้นปีหน้า แต่วันเวลาและสถานที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา”
  • (-) นักเศรษฐศาสตร์ชี้เศรษฐกิจเยอรมนีจะพลาดเป้าปี 2018 หลังหดตัวใน Q3  สถาบันเศรษฐกิจชั้นนำระบุเมื่อวานนี้ว่า คาดการณ์ถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 1.8% ในปีนี้ของรัฐบาลเยอรมนีไม่สามารถบรรลุผลได้อีกต่อไป หลังเศรษฐกิจหดตัวในไตรมาส 3 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2015  เศรษฐกิจของเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป หดตัว 0.2% ในช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. เนื่องจากความขัดแย้งทางการค้าโลกและปัญหาในภาคยานยนต์ทำให้การเติบโตด้านการส่งออกของเยอรมนีเกิดการพลิกผัน ซึ่งเพิ่มความกังวลว่าการขยายตัวอันยาวนานกำลังสะดุดลง  นายสเตฟาน คูธส์ จากสถาบันเศรษฐกิจ IFW ในเมืองคีล ระบุว่า “สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับ 1.8% ในปีปัจจุบัน ผลผลิตทางเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายจะจำเป็นต้องเพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบรายไตรมาส เราไม่คาดหวังมากนักว่าจะบรรลุเป้าหมาย”  ส่วนนายเคลาส์ มิเชลสัน หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของสถาบันเศรษฐกิจ DIW เห็นพ้องว่าเศรษฐกิจเยอรมนีจำเป็นต้องเติบโต 1.3% ในไตรมาสสุดท้ายเพื่อบรรลุเป้าหมายคาดการณ์ตลอดทั้งปี   เขากล่าวว่า “คาดว่าจะมีการฟื้นตัว แต่หากตัวเลขดังกล่าวเป็นไปได้ จะสร้างความประหลาดใจให้ผม”  สถาบันเศรษฐกิจ Ifo ในนครมิวนิคคาดการณ์ในทิศทางเดียวกัน โดยคาดถึงการเติบโตที่ 0.4% ในช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค. ซึ่งจะทำให้การเติบโตรายปีอยู่ที่ประมาณ 1.5%
  • (-) นักเก็งกำไรกลับสู่ตลาดหุ้นจีนอีกครั้งหลังจีนผ่อนกฎควบคุมตลาด  นักลงทุนกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นของจีน โดยเสนอซื้อหุ้นของบริษัทที่เผชิญภาวะขาดทุน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ควบคุมกฎระเบียบผ่อนคลายกฎระเบียบเกี่ยวกับการเทรดดิ้ง, การระดมทุน และการจดทะเบียนทางอ้อม เพื่อพยุงหุ้นที่เผชิญความลำบาก  ภายใต้ความพยายามในการยับยั้งภาวะร่วงลงของตลาดที่เกิดขึ้นในปี 2015-16 ทางการจีนเรียกร้องให้กองทุนต่างๆลงทุนในบริษัทที่ขาดแคลนเงินสดและส่งเสริมบริษัทต่างๆในการควบรวมกิจการ  มาตรการดังกล่าวพลิกผันจากมาตรการควบคุมเข้มงวดที่มีขึ้นเมื่อ 2-3 ปีก่อน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการเกิดวงจรการขยายตัวและหดตัวอีกครั้งซึ่งกระตุ้นการร่วงลงของตลาดครั้งใหญ่ครั้งล่าสุด 
  • (+/-) ผู้นำธุรกิจกังวลหลังรัฐมนตรีอังกฤษลาออกสร้างความเสี่ยงต่อข้อตกลงเบร็กซิท  เมื่อวานนี้เหล่าผู้นำธุรกิจแสดงความกังวลมากขึ้น เนื่องจากร่างข้อตกลงเบร็กซิทที่ดูเหมือนเป็นโอกาสเดียวในการรักษาเสถียรภาพในด้านการค้าระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) เสี่ยงที่จะเผชิญปัญหา ซึ่งส่งผลถ่วงราคาหุ้นและทำให้เงินปอนด์ร่วง  ในเวลาเพียง 12 ชั่วโมงหลังนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษประกาศว่า คณะรัฐมนตรีของเธอเห็นพ้องต่อเงื่อนไขของร่างข้อตกลงดังกล่าว นายโดมินิค ร๊าบ รัฐมนตรีเบร็กซิทและนางเอสเธอร์ แมคเวย์ รัฐมนตรีงานและบำนาญได้ลาออกจากตำแหน่ง โดยระบุว่า พวกเขาไม่อาจสนับสนุนร่างดังกล่าวได้  การลาออกของพวกเขาและรัฐมนตรีอื่นๆ ทำให้เกิดความกังวลอีกครั้งสำหรับธุรกิจกรณีอังกฤษอาจจะถอนตัวจาก EU โดยปราศจากข้อตกลงในเดือนมี.ค.ปีหน้า และถ่วงหุ้นกลุ่มก่อสร้างบ้าน, ค้าปลีก และธนาคารอังกฤษ  บริษัท BMW ผู้ผลิตรถยนต์เยอรมนีระบุว่า “สถานการณ์ทางการเมืองยังคงไม่แน่นอน เราต้องเดินหน้าเตรียมพร้อมสำหรับกรณีที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งก็คือภาวะเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลง”  “เรายังคงเดินหน้าเรียกร้องให้ทุกฝ่ายดำเนินการร่วมกันไปสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้าย ซึ่งจะรักษาการค้าแบบราบรื่นอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นรากฐานของเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศของเรา  

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์