วิเคราะห์ราคาทองคำ 9 พ.ย.61(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรหากราคาทองคำสามารถยืนเหนือบริเวณ1,219-1,211 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้และทยอยปิดสถานะทำกำไรบางส่วนหากไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,232ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1219, 1211, 1197   แนวต้าน : 1232, 1243, 1254

ปัจจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง  2.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์หลังธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวานนี้ตามคาด  พร้อมกับระบุว่า  ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.ปีนี้  และส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีหน้า และอีก 1 ครั้งในปี 2020  ขณะที่เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า เทรดเดอร์มองว่ามีโอกาสถึง  93% ที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.นี้  ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์ซึ่งวัดการปรับตัวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงิน6 สกุลแข็งค่าขึ้นจนกดดันให้เกิดแรงขายในราคาทองคำ  นอกจากนี้ สกุลเงินยูโรยังอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์จากปัญหางบประมาณของอิตาลี  รวมไปถึงการที่ IMF ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปในปีนี้และปีหน้าลงโดยระบุถึงผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้า และภาวะตึงตัวทางการเงินซึ่งการอ่อนค่าลงของยูโรกดดันราคาทองคำเพิ่มเติม  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต(PPI), สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่ง,คาดการณ์ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อจาก UoM

ปัจจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำอ่อนตัวลงจนสามารถสร้างระดับต่ำสุดใหม่จากหลายวันก่อนหน้าหากการดีดตัวขึ้นค่อนข้างจำกัดแสดงถึงแรงเข้าซื้อในระยะสั้นยังคงไม่แข็งแกร่งพอ  ทั้งนี้ทำให้ประเมินแนวรับระยะสั้นนั้นอยู่ในบริเวณ 1,219-1,211 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาไม่หลุดยังคงมีโอกาสที่ราคาจะทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,232 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการเข้าซื้อระยะสั้นจากการแกว่งตัวหากราคาอ่อนตัวลงมาในโซน1,219-1,211 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เตรียมพร้อมลดการถือครองทองคำลงหากราคาหลุด 1,211 ดอลลาร์ต่อออนซ์ทั้งนี้อาจทยอยแบ่งทองคำออกขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,232 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (-) ดอลล์แข็งเทียบค่าเงินหลักรับเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเดือนธ.ค.  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (8 พ.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวานนี้พร้อมกับส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยนที่ระดับ 113.98 เยน จากระดับ 113.34 เยนและแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 1.0068 ฟรังก์จากระดับ 1.0003 ฟรังก์ นอกจากนี้ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3182 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3099 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.1356 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1454 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3049 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3146 ดอลลาร์
  • (-) เฟดมีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยตามคาดขณะส่งสัญญาณปรับขึ้นเดือนธ.ค.  คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 2.00-2.25% ในการประชุมเมื่อวานนี้ ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้พร้อมกับส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.  ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 2.00-2.25% ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ10 ปีนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2551 ขณะที่เฟดได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย8 ครั้งนับตั้งแต่ที่เริ่มปรับนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติในเดือนธ.ค.2558  นอกจากนี้เฟดยังได้ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.หลังจากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.,มิ.ย. และก.ย.ซึ่งจะส่งผลให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 4 ครั้งในปีนี้ส่วนในปีหน้า เฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งและอีก 1 ครั้งในปี 2563  แถลงการณ์ของเฟดระบุว่าการใช้จ่ายในภาคครัวเรือนมีการขยายตัวในระดับสูงขณะที่ตลาดแรงงานยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยอัตราว่างงานได้ปรับตัวลงส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก และความเสี่ยงอยู่ในระดับสมดุล  ขณะเดียวกันเฟดได้ตั้งข้อสังเกตว่าการขยายตัวของการลงทุนในสินทรัพย์คงที่ได้ชะลอตัวลงจากอัตราที่สูงในช่วงต้นปีขณะที่อัตราเงินเฟ้อกำลังปรับตัวใกล้เป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2%  อย่างไรก็ดี เฟดไม่ได้ระบุถึงภาวะผันผวนของตลาดการเงินที่เกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนต.ค.
  • (-) IMF หั่นตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจยุโรปปีนี้,ปีหน้า เหตุถูกกระทบจากสงครามการค้า  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปในปีนี้และปีหน้าโดยระบุถึงผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้า และภาวะตึงตัวทางการเงิน  ทั้งนี้ IMF คาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปในปีนี้ที่ระดับ 2.3% จากระดับ 2.8% ในปีที่แล้ว และคาดว่าอยู่ที่ 1.9%ในปีหน้า  ตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวต่ำกว่าที่ IMF ระบุในเดือนพ.ค.ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัว 2.6% ในปีนี้ และ 2.2%ในปีหน้า  รายงานของ IMF ระบุว่าปัจจัยภายนอกไม่ได้ช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และคาดว่าจะอ่อนแอลงในปีหน้าจากปัจจัยอุปสงค์โลกชะลอตัว, การทำสงครามการค้าและการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน รวมทั้งภาวะตึงตัวทางการเงินในตลาดเกิดใหม่ 
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดบวกเพียง 10.92 จุด ขณะ Nasdaq,S&P500 ปิดลบหลังเฟดส่งสัญญาขึ้นดบ.เดือนหน้า  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเล็กน้อยเมื่อคืนนี้(8 พ.ย.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และดัชนี Nasdaq ปิดในแดนลบหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวานนี้ตามคาดและได้ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. นอกจากนี้ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากราคาน้ำมันดิบ WTIดิ่งลงติดต่อกันเป็นวันที่ 9 เมื่อคืนนี้  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่26,191.22 จุด เพิ่มขึ้น 10.92 จุดหรือ +0.04% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่2,806.83 จุด ลดลง 7.06 จุด หรือ -0.25%และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,530.88 จุด ลดลง 39.87 จุด หรือ -0.53%
  • (+/-)สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานลดลงสัปดาห์ที่แล้ว สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่าจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 1,000 ราย สู่ระดับ 214,000 รายในสัปดาห์ที่แล้วซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์