วิเคราะห์ราคาทองคำ 16 ต.ค.61(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,221 1,214 1,208

แนวต้าน : 1,235 1,246 1,254

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป คาดการณ์ในทางบวกต่อการเจรจาเบร็กซิทได้หนุนสกุลเงินยูโร สกุลเงินปอนด์ และราคาทองคำ ซึ่งการประชุมสุดยอดประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) จะเปิดฉากขึ้นในวันพุธที่ 17 ต.ค.นี้ อาจสามารถเจรจาหาข้อยุติประเด็นพรมแดนทางบกของอังกฤษกับไอร์แลนด์ได้ อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนีระบุว่า การบรรลุข้อตกลงเบร็กซิทดูเหมือนจะยากมากขึ้นเล็กน้อย  แม้ว่า 90% ของข้อตกลงเสร็จสมบูรณ์แล้วก็ตาม แต่เธอหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะประสบความสำเร็จ ซึ่งความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลให้ราคาทองคำยังคงขยับขึ้นได้ไม่ไกลนัก  ทั้งนี้ แนะนำให้นักลงทุนรอซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงไปบริเวณแนวรับที่ 1,221-1,214 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแบ่งขายทำกำไรบางส่วนเมื่อราคาดีดตัวขึ้น ในระยะสั้นราคาทองคำมีลักษณะการแกว่งตัวในกรอบ หากราคาสามารถทรงตัวรักษาระดับไว้ได้ น่าจะพอทำให้เกิดแรงซื้อเก็งกำไรเข้ามา ด้านนักลงทุนที่มีทองคำในมือ ให้ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวหรือไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,235 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากผ่านได้สามารถชะลอการขายไปยังแนวต้านถัดไป

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ระหว่างวันแม้ราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ แต่ยังสามารถรักษาระดับเหนือบริเวณแนวรับ1,221 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ส่งผลให้ราคาอาจดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้านโซน 1,234-1,235 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหากผ่านแนวต้านแรกได้ราคาทองคำน่าจะมีโอกาสขยับขึ้นต่อทดสอบโซน 1,246 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position พิจารณาบริเวณ 1,234-1,235 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่สามารถผ่านไปได้ให้ปิดสถานะทำกำไร แต่หากสามารถผ่านไปได้ให้ทยอยปิดสถานะทำกำไรตามบริเวณแนวต้านถัดไป

Short Position นักลงทุนสามารถปิดสถานะหากราคาทองคำลงมาบริเวณ 1,221 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน แต่หากหลุดแนวดังกล่าว ก็สามารถรอทำกำไรในแนวรับต่อไปบริเวณ 1,214ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New แนะนำเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดบริเวณแนวรับ 1,221-1,214 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และให้ปิดสถานะทำกำไรหากราคาดีดตัวขึ้นไปและไม่ผ่านโซน 1,234-1,235 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากสามารถผ่านไปได้ให้ชะลอไปปิดสถานะทำกำไรตามบริเวณแนวต้านถัดไป

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดอ่อนตัวลง เหตุวิตกสถานการณ์ซาอุฯ-สหรัฐ  ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดวันนี้ทั้งในแดนบวกและลบ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐ ภายหลังจากที่ผู้สื่อข่าวเดอะ วอชิงตัน โพสต์ ได้หายตัวไปหลังจากที่เข้าไปทำธุระที่สถานกงศุลซาอุดีอาระเบียในกรุงอิสตันบูล เมืองหลวงของตุรกี   ดัชนี Stoxx Europe 600 เปิดบวก 0.1% แตะ 359.74 จุด  ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดวันนี้ที่ 5,094.44 จุด ลดลง 0.63 จุด หรือ -0.01% ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันเปิดวันนี้ที่ 11,637.62 จุด เพิ่มขึ้น 23.46 จุด หรือ +0.20%  คณะทำงานร่วมระหว่างซาอุดีอาระเบียและตุรกีเริ่มเข้าตรวจค้นสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในเมืองอิสตันบูล เพื่อสืบหาร่องรอยการหายตัวไปของนายจามาล คาช็อกกี ผู้สื่อข่าวชาวซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้หายตัวในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียประจำอิสตัลบูลในช่วงเกือบ 2 สัปดาห์ก่อน  ทางการตุรกีระบุว่า นายคาช็อกกีมักวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของซาอุฯ และถูกเจ้าหน้าที่ชาวซาอุฯ 15 คนสังหารในสถานกงสุลแห่งนั้นในวันที่ 2 ต.ค. อย่างไรก็ตาม ทางการซาอุฯ ให้การปฏิเสธต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว
  • (+) จับตาประชุมสุดยอด EU พรุ่งนี้ ถกชะตา Brexit  การประชุมสุดยอดประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) จะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 17 ต.ค.นี้ ซึ่งประเด็นสำคัญที่จะได้มีการหารือได้แก่ การถอนตัวของอังกฤษจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (Brexit)  ในขณะที่รัฐบาลอังกฤษยังมั่นใจว่า การเจรจาเรื่องการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของอังกฤษจะคืบหน้าต่อไปได้ แม้ว่า การเจรจาระหว่างนายโดมินิค แรบ รัฐมนตรีที่ดูแลเรื่อง Brexit กับนายมิเชล บาร์นิเยร์ ตัวแทนเจรจาฝ่าย EU ในประเด็น Brexit เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาจะยังไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นที่มีความสำคัญ ได้แก่ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการส่งออกสินค้าและการเดินทางเข้าออกไอร์แลนด์เหนือ ภายหลังจากที่ได้มีการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของ EU แล้ว   ทั้งนี้ นางเทเรเซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะรายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอังกฤษในวันนี้เกี่ยวกับแนวทางที่จะนำไปสู่การตกลงกันระหว่างอังกฤษ และ EU
  • (+) สนง.สถิติเผยค่าจ้างพื้นฐานของอังกฤษเพิ่มขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในรอบเกือบ 1 ทศวรรษ  พนักงานในอังกฤษมีค่าจ้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นในอัตราเร็วที่สุดในรอบเกือบ 1 ทศวรรษในช่วงฤดูร้อน ซึ่งสนับสนุนทัศนะของธนาคารกลางอังกฤษที่ว่า การปรับตัวขึ้นของค่าจ้างที่อ่อนแอเป็นเวลานานกำลังสิ้นสุดลง  สำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS) เปิดเผยในวันนี้ว่า รายได้ไม่รวมโบนัส เพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี ในช่วง 3 เดือนถึงเดือนส.ค. ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์  เมื่อรวมโบนัส รายได้ทั้งหมดเพิ่มขึ้น 2.7% ในช่วงดังกล่าว ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์เฉลี่ยที่ 2.6% เล็กน้อย  อัตราการว่างงานอยู่ที่ระดับต่ำสุดรอบ 4 ทศวรรษ ที่ 4.0% ในช่วง 3 เดือนถึงเดือนส.ค.  แต่จำนวนผู้ที่อยู่ในตลาดงานลดลง 5,000 ราย ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ปี โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้น 11,000 ราย
  • (+/-) จีดีพี Q3 ของจีนมีแนวโน้มแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2009 จากสงครามการค้า  ผลสำรวจภาคเอกชนชี้ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาส 3 ของจีนจะชะลอตัวสู่ระดับอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินโลก อันเป็นผลจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐที่รุนแรงขึ้น  อุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจากการที่นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐในการกดดันให้จีนเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านทรัพย์สินทางปัญญา, การอุดหนุนอุตสาหกรรม และนโยบายการค้า เริ่มกระทบรายได้ด้านการส่งออก  จีนพยายามยับยั้งภาวะชะลอตัวมากขึ้นในประเทศด้วยการเพิ่มการสนับสนุนด้านนโยบายและผ่อนปรนท่าทีในการรณรงค์ลดความเสี่ยง ในขณะที่ผลกระทบอย่างเต็มรูปแบบของภาษีการค้าสหรัฐที่สูงขึ้นยังคงรับรู้ได้  นักวิเคราะห์ระบุว่า มีความจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการสนับสนุน เนื่องจากความเสี่ยงต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเพิ่มสูงขึ้น นับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้  ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ 68 คนเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศมีแนวโน้มเติบโต 6.6% ในเดือนก.ค.-ก.ย. จากปีก่อนหน้า ซึ่งชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 6.7% และแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2009

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์