วิเคราะห์ราคาทองคำ 12 ต.ค.61(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,214 1,208 1,197

แนวต้าน : 1,227 1,235 1,246

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป สำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยตัวเลขการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ พบว่าจีนเกินดุลสหรัฐมากขึ้นเป็น 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งการส่งออกของจีนไปยังสหรัฐ เพิ่มขึ้นอีกเป็น 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ ระบุว่า สหรัฐอาจจะกดดันญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (EU) ไม่ให้ทำข้อตกลงการค้ากับจีน ความวิตกเกี่ยวกับสงครามการค้ากับสหรัฐที่รุนแรงมากขึ้นได้กดดันสกุลเงินหยวนของจีนให้อ่อนค่าลง จนกลับมากดดันราคาทองคำ อย่างไรก็ตาม หลังจากราคาทองคำทะยานขึ้นวานนี้ แต่แรงขายทำกำไรสลับออกมาไม่มาก เบื้องต้นแนะนำว่าการเข้าซื้ออาจรอให้ราคาย่อตัวลงมา ทั้งนี้ ประเมินแนวรับแรกไว้ที่ 1,214 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทองคำรักษาระดับไว้ได้จะมีโอกาสทดสอบแนวต้านที่ 1,227 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 1,235 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับการทำกำไร ให้ดูว่าราคาจะผ่านแนวต้านได้หรือไม่ ถ้าราคาทองคำสามารถทะลุผ่านแนวต้านแรกได้ แนะนำนักลงทุนที่ถือทองคำอยู่ให้ถือต่อไป เพราะราคาทองคำน่าจะสามารถขยับตัวขึ้นต่อไปได้

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: หากราคาทองคำยังไม่หลุดต่ำกว่าแนวรับโซน 1,214 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็ยังมีโอกาสลุ้นขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,227 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดต่ำกว่าโซนดังกล่าวราคาทองคำอาจย่อลงมาที่ 1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญที่ต้องระวังและควรติดตามราคาอย่างใกล้ชิดเมื่อราคาทองคำปรับตัวลงเข้าใกล้โซนดังกล่าว

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position หากราคาขยับขึ้นบริเวณแนวต้าน 1,227 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำให้ขายทำกำไร และรอเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาไม่หลุดโซนแนวรับ 1,214-1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์และควรลดสถานะซื้อลงหากราคาหลุดโซนดังกล่าว

Short Position ให้ปิดสถานะทำกำไร เมื่อราคาทองคำย่อตัวลงสู่แนวรับช่วง 1,214 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ราคายืนไม่อยู่ให้ชะลอการปิดสถานะไปที่แนวรับ 1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 Open New รอเข้าซื้อ เมื่อราคาทองคำสามารถยืนเหนือโซน 1,214-1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง หากรับความเสี่ยงได้น้อยอาจหาจังหวะแบ่งขายทำกำไรบางส่วน เมื่อราคาทองคำดีดตัวขึ้นและไม่สามารถยืนเหนือบริเวณ 1,227 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากรับความเสี่ยงได้สูงอาจรอดูบริเวณแนต้านถัดไปที่ 1,235 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) รายงานประชุม ECB ชี้นโยบายไม่ถูกกระทบแม้มีความกังวลมากขึ้นต่อศก. รายงานการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในเดือนก.ย.เผยเมื่อวานนี้ว่า ความตึงเครียดทางการค้าโลกอาจบั่นทอนการเติบโตของยูโรโซนเพิ่มเติมและเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบาย ECB หารือกันในเดือนที่ผ่านมาว่า จะลดการประเมินความเสี่ยงของพวกเขาหรือไม่  แต่ท้ายที่สุดแล้วเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายได้สรุปว่า เศรษฐกิจภายในประเทศแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นเพียงพอในการพิจารณาสมดุลความเสี่ยงในวงกว้าง แม้บางรายโต้แย้งว่า ปัจจัยต่างๆที่อยู่เบื้องหลังภาวะชะลอตัวเมื่อไม่นานมานี้ อาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวอย่างที่คาดหมายเอาไว้ในตอนแรก  ECB คงนโยบายเอาไว้ไม่เปลี่ยนแปลงตามความคาดหมายในเดือนที่ผ่านมา โดยคงแนวโน้มยุติแผนซื้อพันธบัตรมูลค่า 2.6 ล้านล้านยูโร (3 ล้านล้านดอลลาร์) ในปีนี้และขึ้นดอกเบี้ยในฤดูใบไม้ร่วงปีหน้า โดยเดินหน้าคุมเข้มนโยบายแบบช้าๆ แต่มั่นคง
  • (-) สนง.ศุลกากรจีนเผยยอดส่งออกเดือนก.ย.พุ่ง 14.5%,นำเข้าเพิ่ม 14.3% ส่งผลเกินดุล $3.2 หมื่นล้าน  สำนักงานศุลกากรจีน (GAC) รายงานในวันนี้ว่า ยอดส่งออกของจีนในรูปสกุลเงินดอลลาร์ประจำเดือนก.ย. พุ่งขึ้น 14.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 14.3% ส่งผลให้จีนมียอดเกินดุลการค้าในเดือนก.ย.ทั้งสิ้น 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์  ปัจจัยที่ทำให้ยอดส่งออกของจีนปรับตัวขึ้นในเดือนก.ย.นั้น มาจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศ แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐจะยังคงตึงเครียดก็ตาม  ส่วนยอดส่งออกจากจีนไปยังสหรัฐในเดือนก.ย.นั้น พุ่งขึ้น 16.6% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ะรดับ 3.1931 แสนล้านหยวน (4.634 หมื่นล้านดอลลาร์) ขณะที่ยอดนำเข้าจากสหรัฐ ขยับขึ้นเพียง 1.6% แตะที่ 8.623 หมื่นล้านหยวน  สำหรับยอดส่งออกใช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ระดับ 11.86 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 1.72 ล้านล้านดอลลาร์) ขณะที่ยอดการนำเข้าของจีนในช่วง 9 เดือนแรก เพิ่มขึ้น 14.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ระดับ 10.42 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์) ส่งผลให้จีนมียอดเกินดุลการค้าในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ลดลง 28.3% แตะที่ระดับ 1.44 ล้านล้านหยวน
  • (-) “S&P”ชี้ธนาคารอังกฤษเสี่ยงถูกลดอันดับเครดิตจากเบร็กซิทที่ยุ่งเหยิง  สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S&P) ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระบุเมื่อวานนี้ว่า ธนาคารอังกฤษอาจเผชิญการลดอันดับความน่าเชื่อถือหากภาวะเบร็กซิทเกิดขึ้นอย่างยุ่งเหยิง เนื่องจากนั่นอาจจุดชนวนวิกฤติทางการเมืองภายในประเทศและภาวะเศรษฐกิจหดตัว  S&P ระบุว่า ผลประกอบการและงบดุลของธนาคารอังกฤษจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาวะเบร็กซิทที่ยุ่งเหยิง แต่“อันดับเครดิตในปัจจุบันและ/หรือแนวโน้มของธนาคารอังกฤษอาจไม่สอดคล้องกับภาวะเบร็กซิทที่ยุ่งเหยิงที่ตามมาด้วยความตื่นตระหนกรุนแรงทางเศรษฐกิจ”  อังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) มุ่งหวังจะบรรลุข้อตกลงการสะสางเรื่องการแยกตัวในช่วงการประชุมสุดยอด EU สัปดาห์หน้า
  • (+/-) จนท. IMF เตือนอิตาลีเคารพกฎระเบียบ EU พร้อมตั้งทุนสำรองเงินสดเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ  นายพอล ธอมเซน หัวหน้าฝ่ายกิจการยุโรปประจำกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในที่ประชุมประจำปีของ IMF ซึ่งจัดขึ้นที่เกาะบาหลีของอินโดนีเซียในวันนี้ว่า อิตาลีจำเป็นต้องเคารพกฎระเบียบของสหภาพยุโรป (EU) เกี่ยวกับงบประมาณประจำปี 2562 และต้องตั้งทุนสำรองเงินสดเพื่อลดผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวลงในอนาคต  ทั้งนี้ นายธอมเซนกล่าวว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของอิตาลีในปัจจุบันนั้น ไม่เหมาะสมที่จะดำเนินนโยบายผ่อนคลายด้านการคลัง  การแสดงความเห็นของเจ้าหน้าที่ IMF มีขึ้นในขณะที่ตลาดการเงินยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลอิตาลี โดยแม้ว่ารัฐบาลอิตาลีประกาศปรับลดเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณในปี 2563 ลงเหลือ 2.1% และลดเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณในปี 2564 ลงเหลือ 1.8% ของตัวเลข GDP แต่รัฐบาลยังคงยืนยันที่จะกำหนดเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณในปี 2562 เอาไว้ที่ 2.4% ของตัวเลข GDP แม้สหภาพยุโรปได้ออกมาเตือนว่า เป้าหมายการขาดดุลในปี 2562 นั้นสูงกว่าเป้าหมายของรัฐบาลชุดก่อนถึง 3 เท่าก็ตาม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์