วิเคราะห์ราคาทองคำ 11 ต.ค.61(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,188 1,180 1,171

แนวต้าน : 1,208 1,214 1,228

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป แนวโน้มดัชนีดาวโจนส์ยังมีโอกาสดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าร่วงลง -290 จุด หรือ -1.14% ในวันนี้ บ่งชี้ว่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีทจะปรับตัวลงต่อในคืนนี้ นอกจากนี้ นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนประเทศต่างๆ ถึงผลเสียของสงครามการค้าหรือค่าเงิน สงครามการค้าอาจจะสร้างความเสียหายต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเรียกร้องนานาประเทศให้ “ใช้เครื่องมือทั้งหมด” เพื่อต้านผลของภาวะเงินทุนไหลออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางความเสี่ยงทางการค้าและอัตราดอกเบี้ย มุมมองดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งนี้ ราคาทองคำพยายามทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามหากราคาไม่สามารถขึ้นไปยืนได้ หรือ ไม่สามารถผ่านไปได้ต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมา อาจเห็นการปรับตัวลงของราคาทองคำ โดยประเมินแนวรับที่ 1,188-1,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาสามารถผ่านแนวต้านนี้ไปได้ ประเมินว่าจะปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปโซน 1,214 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot : ราคาทองคำสร้างระดับสูงสุดครั้งใหม่จากวันก่อนหน้า ประเมินว่าหากราคาทองคำขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากสามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านดังกล่าวได้ มีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 1,214 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถผ่านไปได้จะเห็นการย่อตัวกลับลงมา โดยประเมินแนวรับโซน 1,188-1,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position ให้ขายทำกำไรเมื่อราคาทองคำดีดตัวกลับไปทดสอบแนวต้าน 1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาทองคำหลุดจากแนวรับ 1,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำให้ขายเพื่อตัดขาดทุน

Short Position จับตามองบริเวณแนวรับโซน 1,188-1,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากมีการย่อตัวลงมาและราคาทองคำไม่หลุดจากระดับดังกล่าว แนะนำให้ปิดสถานะทำกำไร

Open New รอเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดบริเวณแนวรับ 1,188-1,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และให้ปิดสถานะทำกำไรหากราคาดีดตัวขึ้นไปและไม่ผ่านโซน 1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากสามารถผ่านไปได้ให้ชะลอไปปิดสถานะทำกำไรตามบริเวณแนวต้านถัดไป

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ผอ.IMF เตือนสงครามการค้าอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลก ในวันนี้นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนประเทศต่างๆถึงผลเสียของสงครามการค้าหรือค่าเงิน โดยกล่าวว่า สงครามการค้าอาจจะสร้างความเสียหายต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและส่งผลกระทบต่อ”ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง” นางลาการ์ดเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ”ลดความรุนแรง”ของความขัดแย้งทางการค้า และแก้ไขกฎการค้าโลก แทนที่จะละทิ้งกฎเหล่านั้น นางลาการ์ดกล่าวคำกล่าวนี้ในการแถลงข่าวระหว่างการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกที่เกาะบาหลี สำหรับประเด็นการอ่อนค่าของหยวนเมื่อไม่นานมานี้ นางลาการ์ดกล่าวว่า นั่นได้รับแรงผลักดันส่วนใหญ่จากความแข็งแกร่งของดอลลาร์ โดยตั้งข้อสังเกตว่า หยวนไม่ได้อ่อนค่าลงมากนัก เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินต่างๆ เธอปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเทขายในตลาดเมื่อไม่นานมานี้ แต่กล่าวว่า หุ้นสหรัฐและราคาหุ้นโดยรวม “อยู่ที่ระดับสูงมากโดยทั่วไป”
  • (+) ผอ.เอฟบีไอ ระบุ ‘จีน’ เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ มากกว่า ‘รัสเซีย’ คณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงมาตุภูมิของวุฒิสภาสหรัฐฯ ตั้งคำถามต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ เคิร์สเท่น นีลเซ่น (Kirstjen Neilsen) และ ผอ.สำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐฯ (FBI) คริสโตเฟอร์ เวรย์ (Christopher Wray) เกี่ยวกับความสงสัยของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เชื่อว่าจีนอาจกำลังพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภากลางเทอมของสหรัฐฯ รวมทั้งคำถามว่า จีนกำลังเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ มากกว่ารัสเซียหรือไม่ รัฐมนตรีนีสเซ่น กล่าวว่า การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ครั้งนี้ กำลังเผชิญภัยคุกคามสองรูปแบบ หนึ่งคือการลอบเจาะล้วงข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และสองคือการรบกวนโครงสร้างพื้นฐานของการเลือกตั้ง เช่น ระบบลงทะเบียนเลือกตั้ง หรือเครื่องรับบัตรลงคะแนน
  • (+) “ทรัมป์”แสดงจุดยืนไม่ยอมให้เกาหลีใต้ยกเลิกคว่ำบาตรเกาหลีเหนือโดยปราศจากการอนุมัติของสหรัฐ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐระบุเมื่อวานนี้ว่า เกาหลีใต้จะไม่สามารถยกเลิกการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือโดยปราศจากการอนุมัติจากสหรัฐ โดยเขาส่งเสริมให้พันธมิตรต่างๆของสหรัฐคงการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือจนกว่าเกาหลีเหนือจะปลดนิวเคลียร์ภายใต้มาตรการกดดันขั้นสูงสุดของคณะบริหารสหรัฐต่อเกาหลีเหนือ
  • (+) กองทัพอากาศสหรัฐฯ เสนอซื้อเครื่องบินบรรทุกน้ำมันเพิ่ม รับมือภัยคุกคามแถบแปซิฟิก รัฐมนตรีทบวงทหารอากาศ เฮทเธอร์ วิลสัน (Heather Wilson) กล่าวในวันพุธว่า กองทัพอากาศสหรัฐฯ ต้องการเครื่องบินบรรทุกน้ำมันแบบสี่ใบพัด เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะภัยคุกคามจากจีน ก่อนหน้านี้ กองทัพอากาศสหรัฐฯ เพิ่งประกาศเพิ่มจำนวนเครื่องบินบรรทุกน้ำมันแบบสี่ใบพัด ซึ่งใช้ในการเติมน้ำมันให้กับเครื่องบินลำอื่นๆ จาก 40 ลำในปัจจุบัน เป็น 54 ลำ ภายในปี ค.ศ. 2030 สำหรับแผนซื้อเครื่องบินบรรทุกน้ำมันแบบสี่ใบพัดนี้ คือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ใหม่ทางการทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้ความสำคัญกับการแข่งขันทางทหารกับประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ได้แก่ จีน และรัสเซีย
  • (-) จนท.BOJ เตือนการกีดกันการค้าอาจฉุดคาดการณ์เศรษฐกิจญี่ปุ่น วันนี้นายมาโกโตะ ซากุราอิ สมาชิกคณะกรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เตือนว่า การแพร่กระจายของการกีดกันทางการค้า สร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลก และอาจทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นชะลอตัวกว่าคาดการณ์ของธนาคารกลาง นายซากุราอิ ซึ่งเป็นอดีตนักวิชาการที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนทัศนะกระแสหลักเกี่ยวกับนโยบายการเงินของธนาคารกลาง ระบุว่า BOJ ควรเดินหน้ากระตุ้นการเงินอย่างเข้มข้นต่อไปในขณะที่จับตาผลข้างเคียงจากการผ่อนคลายนโยบายเป็นเวลานาน คณะกรรมการด้านนโยบายของ BOJ มีกำหนดจัดประชุมทบทวนนโยบายครั้งต่อไปในวันที่ 30 – 31 ต.ค. ซึ่ง BOJ จะปรับคาดการณ์เศรษฐกิจและราคารายไตรมาส

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์