วิเคราะห์ราคาทองคำ 8 ต.ค.61(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,188 1,180 1,171

แนวต้าน : 1,208 1,214 1,225

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป แม้ว่าธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศลดสัดส่วนการกันเงินสำรองของธนาคาร (RRR) ลง 1% และ PBOC ได้ปล่อยกู้ 6.396 หมื่นล้านดอลลาร์ แก่สถาบันการเงินต่างๆ ผ่านการให้สินเชื่อระยะกลาง (MLF) ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับจัดการสภาพคล่องระยะสั้นและระยะกลางในระบบการธนาคารของประเทศ และเป็นการเพิ่มการสนับสนุนการปล่อยกู้ และ เพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จะส่งผลบวกต่อราคาทองคำ แต่ราคาทองคำไม่ตอบรับในเชิงบวกมากนักเพราะ ทางการจีนดำเนินการกำหนดค่าหยวนที่ 6.8957 หยวนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งหนุนดอลลาร์ให้ปรับตัวขึ้น จนสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ  เบื้องต้นหากการเคลื่อนไหวของราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้าน 1,204-1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังการอ่อนตัวของราคา โดยประเมินแนวรับบริเวณที่ 1,188 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกทั้งนักลงทุนควรวางแผนการลงทุนอย่างรอบคอบ เนื่องจากแรงซื้อแรงขายทองคำในฝั่งสหรัฐอาจจะเบาบางกว่าปกติแม้ว่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีทและตลาดทองคำจะยังคงเปิดการซื้อขาย แต่ภาคธนาคารของสหรัฐจะปิดทำการในวันที่ 8 ตุลาคม เนื่องในวัน Columbus Day

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,204-1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้เห็นการย่อตัวลงอีกครั้ง โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 1,188 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากสามารถยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้ จะเห็นการดีดตัวกลับของราคา โดยหากสามารถยืนเหนือโซนแนวต้านแรกได้จะเห็นการดีดตัวขึ้นไปยังแนวต้านถัดไปที่ 1,214 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position แนะนำให้ปิดสถานะทำกำไรบางส่วนหากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้าน 1,204-1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ แต่หากสามารถผ่านไปได้ให้ชะลอไปปิดสถานะทำกำไรบริเวณแนวต้านถัดไปบริเวณ 1,214 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position แนะนำให้ปิดสถานะทำกำไรหากราคายืนเหนือแนวรับ 1,188 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ โดยเพิ่มความระมัดระวังหากราคายืนเหนือแนวต้านบริเวณ 1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง

Open New แนะนำให้รอเปิดสถานะซื้อเพื่อลงทุนระยะสั้นหากราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดแนวรับ 1,188 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และขายทำกำไรทันทีหากราคาดีดตัวขึ้นไปไม่ผ่านแนวต้าน 1,204-1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยชะลอการเข้าซื้อหากราคาหลุดโซนแนวรับดังกล่าว

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) หยวนแตะจุดต่ำสุดรอบ 7 สัปดาห์ หลังธ.กลางจีนลด RRR  สกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่อ่อนตัวลงในวันนี้ ในขณะที่หยวนอยู่ในกลุ่มสกุลเงินที่ร่วงลงมากที่สุด หลังจากที่ธนาคารกลางจีนปรับลดสัดส่วนการสำรองเงินสดขั้นต่ำของธนาคาร ซึ่งเป็นการดำเนินการเพื่อหนุนเศรษฐกิเจในความขัดแย้งทางการค้าที่รุนแรงขึ้นของจีนกับสหรัฐ  การที่ธนาคารจีนปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคาร (RRR) ลงเมื่อวานนี้ ได้ทำให้หยวนร่วงสู่จุดต่ำสุดรอบ 7 สัปดาห์ ที่ 6.9069 หยวนต่อดอลลาร์ในการซื้อขายช่วงแรกในวันนี้ หลังวันหยุดยาวร่วมสัปดาห์  หยวนขยับลง 0.1% เมื่อเทียบกับค่ากลางรายวันของธนาคารกลางที่ 6.8957 หยวนในช่วงเปิดตลาด และต่อมา อ่อนตัวลงต่อไป  ความวิตกของนักลงทุนเกี่ยวกับสงครามการค้าจีน-สหรัฐที่รุนแรงขึ้นได้ทำให้หุ้นจีนร่วงลงเช่นกัน  ขณะที่ธนาคารกลางจีนระบุว่า การลด RRR ครั้งล่าสุดจะไม่เพิ่มแรงกดดันครั้งใหม่ต่อหยวน แต่ธนาคาร OCBC ระบุว่า ทางธนาคารคาดว่า หยวนจะเผชิญ”แรงกดดันมากขึ้น”  แรงกดดันนั้นมาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เป็นไปได้ ในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของจีนลดลง อันเป็นผลจากการลด RRR  “เราคิดว่า จีนอาจจะอาศัยมาตรการด้านบริหารมากกว่า ในการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนหยวน” OCBC เสริม  นอกจากนี้ ดอลลาร์ที่ปรับตัวขึ้นยังกดดันสกุลเงินในภูมิภาค แม้ว่าการปรับตัวของดอลลาร์ถูกจำกัดโดยสภาพคล่องต่ำ อันเป็นผลจากการเป็นวันหยุดในญี่ปุ่น และตลาดพันธบัตรสหรัฐปิดทำการเนื่องในวันโคลัมบัส  คำกล่าวเชิงรุกจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และข้อมูลที่แข็งแกร่ง ดันผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐสูงขึ้นมากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่ที่จุดสูงสุดรอบ 7 ปี ที่ 3.248%  สกุลเงินของประเทศที่มุ่งเน้นการส่งออก อาทิ ไต้หวันและเกาหลีใต้ ซึ่งมักจะปรับตัวตามตลาดหุ้นของตน ร่วงลงรายละประมาณ 0.2%  ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้อ่อนลง 0.4% ขณะที่ดัชนีหุ้นไต้หวันปรับลงเกือบ 1%  รูปีของอินเดียปรับลงราว 0.1% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ หลังจากที่ธนาคารกลางอินเดียคงอัตราดอกเบี้ยในวันศุกร์ ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของตลาดที่ว่า ธนาคารกลางจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับแรงกดดันเงินเฟ้อจากค่าเงินที่อ่อนแอและราคาน้ำมันแพง
  • (-) ปธ.เฟดนิวยอร์กเผยเฟดยังมีหนทางอีกยาวก่อนดอกเบี้ยแตะระดับเป็นกลาง  นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กระบุว่า เฟดยังมีระยะทางอีกยาวไกลก่อนที่การขึ้นดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะเริ่มทำให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว  เขากล่าวว่า “เรายังมีหนทางอีกยาวไกลในการรับความคิดเกี่ยวกับระดับที่ผู้คนคิดว่าเป็นระดับที่เป็นกลาง” โดยอ้างอิงถึงระดับที่เป็นกลางของอัตราดอกเบี้ยในทางทฤษฎี ซึ่งที่ระดับนั้น ดอกเบี้ยจะไม่กระตุ้นหรือยับยั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ  นายวิลเลียมส์ระบุว่า ขณะนี้ เจ้าหน้าที่เฟดประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงการเติบโตของการจ้างงานและแนวโน้มทางเศรษฐกิจของสหรัฐอันแข็งแกร่งแต่มีสัญญาณเงินเฟ้อน้อยมาก การขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปยังคงเป็น”เส้นทางที่เหมาะสม”สำหรับเฟด
  • (-) เยอรมนีเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค.ลดลงติดต่อกันเดือนที่ 3  กระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนีเปิดเผยว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง 0.3% ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเดือนที่ 3 และสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4%  กระทรวงเศรษฐกิจระบุว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค.ออกมาสวนทางกับการคาดการณ์นั้น มาจากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ยังคงอยู่ในระหว่างการปรับการผลิตให้เข้ากับมาตรฐานการวัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รูปแบบใหม่ (WLTP) 
  • (+/-) ธนาคารกลางจีนปล่อยกู้ 4.4150 แสนล้านหยวนผ่านการให้สินเชื่อ MLF ในก.ย.  วันนี้ธนาคารกลางจีน (PBOC) ระบุว่า ธนาคารกลางจีนได้ปล่อยกู้ 4.4150 แสนล้านหยวน (6.396 หมื่นล้านดอลลาร์) แก่สถาบันการเงินต่างๆ ผ่านการให้สินเชื่อระยะกลาง (MLF) ในเดือนก.ย.  ยอดสินเชื่อ MLF ค้างชำระอยู่ที่ 5.38300 ล้านล้านหยวนในช่วงสิ้นเดือนก.ย. เมื่อเทียบกับ 5.11800 ล้านล้านหยวนในช่วงสิ้นเดือนส.ค.  PBOC ใช้ MLF และธุรกรรมให้กู้ยืมสภาพคล่อง ณ สิ้นวัน (standing lending facility) เป็นเครื่องมือสำหรับจัดการสภาพคล่องระยะสั้นและระยะกลางในระบบการธนาคารของประเทศ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์