วิเคราะห์ราคาทองคำ 9 ส.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ

หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือบริเวณ 1,509-1,511 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง สามารถเสี่ยงเปิดสถานะขายเพื่อทำกำไรระยะสั้น และรอซื้อคืนหากราคาอ่อนตัวลงไม่หลุดบริเวณแนวรับ 1,483-1,472 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเก็งกำไรระยะสั้นจากการแกว่ง

แนวรับ : 1,483 1,472 1,463  แนวต้าน : 1,511 1,521 1,532

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทรงตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง  ขณะที่ในระหว่างวันราคาทองคำร่วงลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,489.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์จากแรงขายทำกำไร  รวมไปถึงการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์  หลังการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ที่ลดลงเกินคาดสู่ระดับ 209,000 ราย และสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งที่ทรงตัวในเดือนมิ.ย. ซึ่งดีกว่าคาดและดีกว่ารายงานเบื้องต้นในเดือนที่แล้ว  ประกอบกับดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 371.12 จุด หรือ 1.43%, ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 54.11 จุด หรือ 1.88% และดัชนี Nasdaq ปิดบวก176.33 จุด หรือ 2.24% ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่เกินคาดและเงินหยวนที่เริ่มมีเสถียรภาพ  ซึ่งช่วยคลายความวิตกเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนและกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยง  อย่างไรก็ดี  สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐยังมีความไม่แน่นอนสูง  นอกจากนี้การคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะปรับตัวอัตราดอกเบี้ยต่อไป  และทวีตล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่แสดงความไม่พอใจต่อการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ  ปัจจัยเหล่านี้ช่วยกระตุ้นแรงซื้อกลัยเข้าสู่ตลาดทองคำอีกครั้ง  จนทำให้วานนี้ราคาดีดกลับมาปิดตลาดบริเวณ 1,500 ดอลลาร์  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลง -5.57  ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐ 

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำพยายามขึ้นไปทดสอบแนวต้านในโซน  1,509-1,511 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถผ่านได้จะแสดงถึงแรงเข้าซื้อในระยะสั้นที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้ประเมินว่าในระยะสั้น ยังคงมีโอกาสปรับตัวลงไปทดสอบแนวรับ 1,489-1,483 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แนวรับถัดไปอยู่ในบริเวณ 1,472 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการลงทุนระยะสั้นโดยซื้อหากราคาอ่อนตัวลงมาในโซน 1,483-1,472 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมลดการลงทุนหากราคาหลุด 1,472 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้อาจทยอยแบ่งทองคำออกขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,509-1,511 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) “วอลล์สตรีท เจอนัล”เผยผลสำรวจชี้นักวิเคราะห์เพิ่มคาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ยเดือนหน้า  หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอนัลรายงานว่า ผลการสำรวจพบว่า นักวิเคราะห์เพิ่มคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมเดือนก.ย.  ทั้งนี้ วอลล์สตรีท เจอนัลรายงานว่า นักวิเคราะห์คาดว่ามีแนวโน้ม 63.9% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 17-18 ก.ย.  เพิ่มขึ้นจากระดับ 49.8% ในการสำรวจเดือนที่แล้ว  นอกจากนี้ นักวิเคราะห์คาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะอยู่ที่ระดับ 1.84% ในช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งหมายความว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในปีนี้  ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์คาดว่ามีแนวโน้ม 33.6% ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วง 12 เดือนข้างหน้า จากระดับ 30.1% ในการสำรวจในเดือนก.ค.  ผลสำรวจยังพบว่า นักวิเคราะห์ 87.8% เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มในช่วงขาลง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2558 เพิ่มขึ้นจากระดับ 69.6% ในเดือนที่แล้ว
  • (-) สหรัฐเผยสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งทรงตัวในเดือนมิ.ย.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งทรงตัวในเดือนมิ.ย. หลังจากรายงานเบื้องต้นในเดือนที่แล้วว่าเพิ่มขึ้น 0.2%  สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนพ.ค.  เมื่อเทียบรายปี สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 7.6% ในเดือนมิ.ย.  สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งถูกกดดันจากการร่วงลงของสต็อกรถยนต์ในเดือนมิ.ย.  ส่วนยอดขายในภาคค้าส่งลดลง 0.3% ในเดือนมิ.ย. หลังจากร่วงลง 0.6% ในเดือนพ.ค.
  • (-) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานลดลงมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 8,000 ราย สู่ระดับ 209,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 215,000 ราย
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 371.12 จุด ขานรับบอนด์ยีลด์สหรัฐมีเสถียรภาพ,คลายวิตกเงินหยวน  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 300 จุดเมื่อคืนนี้ (8 ส.ค.) โดยได้ปัจจัยบวกจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่เริ่มมีเสถียรภาพ นอกจากนี้ การที่จีนได้กำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนในระดับสูงกว่าการคาดการณ์ของตลาดเมื่อวานนี้ ยังช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และยังเป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มอุตสาหกรรมดีดตัวขึ้นด้วย เนื่องจากบริษัทหลายแห่งในกลุ่มนี้ได้เข้าไปลงทุนจำนวนมากในประเทศจีน  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,378.19 จุด พุ่งขึ้น 371.12 จุด หรือ +1.43% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดดที่ 2,938.09 จุด เพิ่มขึ้น 54.11 จุด หรือ +1.88% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,039.16 จุด เพิ่มขึ้น 176.33 จุด หรือ +2.24%
  • (-) อังกฤษชี้ EU ต้องรับผิดชอบ Brexit ไร้ข้อตกลง หากไม่ยอมยืดหยุ่นเงื่อนไข  นายโดมินิค ร้าบ รมว.ต่างประเทศอังกฤษ กล่าวว่า หากสหภาพยุโรป (EU) ไม่แสดงความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการแยกตัวของอังกฤษออกจาก EU (Brexit) EU ก็จะต้องรับผิดชอบต่อสถานการณ์ Brexit ที่ไม่มีการทำข้อตกลง  “ถ้า EU มีจุดยืนว่าไม่สามารถมีการแก้ไขข้อตกลง Brexit ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเติมเงื่อนไข หรือลดเงื่อนไข ก็ขอให้เราเผชิญหน้ากับสิ่งนี้ โดยพวกเขากำลังทำการตัดสินใจให้อังกฤษออกจาก EU โดยไม่มีการทำข้อตกลง และนี่เป็นความรับผิดชอบที่พวกเขาต้องแบกรับ” นายร้าบกล่าว
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบยูโร,ฟรังก์ ขานรับข้อมูลการค้าจีนสดใส  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโรและฟรังก์สวิส ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (8 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนขานรับข้อมูลการค้าของจีนและเงินหยวนที่เริ่มมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ดี ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก แม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเริ่มมีเสถียรภาพก็ตาม  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9751 ฟรังก์ จากระดับ 0.9736 ฟรังก์ แต่ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 105.97 เยน จากระดับ 106.09 เยน ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1186 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1214 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2133 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2143 ดอลลาร์