ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 21, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 9 มี.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

การแกว่งของของราคาทองคำค่อนข้างผันผวน ทั้งนี้ หากยังไม่สามารถยืนเหนือ 1,712-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง ราคาทองคำอาจถูกขายทำกำไรในระยะสั้นออกมา โดยประเมินแนวรับบริเวณ 1,690-1,687 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,687 1,674 1,660 แนวต้าน : 1,712 1,723 1,734

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.47 ดอลลาร์ต่อออนซ์ท่ามกลางการเคลื่อนไหวที่ผันผวน  ในระหว่างวันราคาทองคำร่วงลงแรงแตะ 1,641.81 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงกดดันจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.พ.ที่พุ่งขึ้นเกินคาดแตะ 273,000 ตำแหน่ง  ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 3.5% ในเดือนก.พ. ต่ำสุดในรอบ 50 ปี  ประกอบกับราคาน้ำมันร่วงลงแรงในวันศุกร์หลังโอเปกและพันธมิตรนำโดยรัสเซีย ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงปรับลดการผลิตน้ำมันกันได้  จึงเกิดการปิดสถานะเพื่อทำกำไรในทองคำเพื่อนำเงินไปเติมเงินหลักประกัน  รวมถึงชดเชยผลขาดทุนในตลาดหุ้นและตลาดน้ำมัน  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำดีดกลับอย่างแข็งแกร่ง  จากความวิตกว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง  หลังไวรัส Covid-19 ระบาดในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก  กระตุ้นการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)มีโอกาสกว่า 80% ที่จะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 75 bps สู่ระดับ 0.25-0.50% ในการประชุม 17-18 มี.ค.นี้  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มในวันศุกร์ +8.20 ตัน  ขณะที่เช้านี้  ทองดีดทดสอบเหนิอ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หลังราคาน้ำมันดิ่งกว่า -20%  ส่วนสัญญาดาวโจนส์ฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐร่วงกว่า 1,000 จุด จากความวิตกว่าซาอุฯเปิดฉากสงครามราคาน้ำมัน  ด้วยการประกาศ “ลด” ราคาขายน้ำมันอย่างเป็นทางการ (OSP) กระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย  สำหรับวันนี้ไม่มีกำหนดการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ  แต่แนะนำติดตามการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ทั่วโลกจากข่าวสารที่มีความผันผวนอย่างใกล้ชิด

จจัยทางเทคนิค :

แม้ทิศทางราคาจะเป็นบวกแต่ความผันผวนของราคาอยู่ในระดับสูง หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาพอเข้าใกล้โซนแนวต้าน 1,712-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แต่หากไม่มีแรงซื้อดันมากพออาจต้องระวังแรงขายสลับเข้ามาอีกครั้ง โดยประเมินแนวรับที่ 1,690-1,687 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยืนได้เป็นการอ่อนตัวลงเพื่อสะสมแรงซื้อ

กลยุทธ์การลงทุน :

ถือสถานะซื้อหากราคาย่อตัวลงไม่หลุดแนวรับ 1,690-1,687 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือหากรับความเสี่ยงได้น้อยอาจแบ่งปิดสถานะหากราคาไม่สามารถยืนเหนือแนวต้าน 1,712-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แต่หากราคายืนเหนือแนวรับแรกไม่ได้ให้ถอยจุดเข้าซื้อไปยังโซนแนวรับถัดไป 1,674-1,660 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) WHO ยืนยันยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกพุ่งทะลุกว่า 1 แสนราย  นายทาริค จาซาเรวิก โฆษกขององค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัวว่า ณ เช้าวันนี้ มีรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก เพิ่มขึ้นมากกว่า 100,000 ราย และในบรรดาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวนั้น เสียชีวิตแล้ว 3,484 ราย  ด้านผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์เปิดเผยในการประชุมที่อาคารรัฐสภาสหรัฐเมื่อวานนี้ว่า มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกจำนวนมากกว่า 101,000 รายแล้วนับตั้งแต่เริ่มแพร่ระบาดเมื่อต้นเดือนม.ค.ที่ผ่านมา และมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ทั่วโลกจำนวนกว่า 3,300 ราย  ผู้เชี่ยวชาญระบุด้วยว่า จีนมีผู้ติดเชื้อมากที่สุด ตามมาด้วยเกาหลีใต้, อิหร่าน และอิตาลี
  • (+) เก็งเฟดลดดบ.อีกรอบ 18 มี.ค. คาดหั่นแรง 0.75% ฉุดดบ.ใกล้ 0% รับมือโควิด-19  FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมวันที่ 17-18 มี.ค. แม้ว่าเฟดเพิ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยฉุกเฉิน 0.50% เมื่อวันอังคาร เพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ  ทั้งนี้ นักลงทุนคาดการณ์ว่า เฟดมีแนวโน้ม 72.6% ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในวันที่ 18 มี.ค. จากระดับ 1.00-1.25% สู่ระดับ 0.25-0.50% และมีแนวโน้ม 27.4% ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% สู่ระดับ 0.50-0.75%
  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก เหตุนลท.คาดเฟดจะหั่นดอกเบี้ยลงอีกในเดือนนี้  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (6 มี.ค.) โดยถูกกดดันจากการที่นักลงทุนคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในเดือนนี้ ขณะที่ดอลลาร์ไม่ได้รับแรงหนุนแต่อย่างใดจากการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานสหรัฐที่แข็งแกร่งเกินคาด  ดัชนีดอลลาร์ซึ่งวัดค่าดอลลาร์เมื่อเทียบกับ 6 สกุลเงินสำคัญ ลดลง 0.91% สู่ระดับ 95.9613  ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 105.23 เยน จากระดับ 106.39 เยน, อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สวิส ที่ระดับ 0.9368 ฟรังก์ จากระดับ 0.9486 ฟรังก์ และเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าแตะที่ระดับ 1.3423 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3427 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1314 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1199 ดอลลาร์, เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3013 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2945 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าแตะระดับ 0.6639 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6591 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 256.50 จุด วิตกโควิด-19 ฉุดเศรษฐกิจชะลอตัว  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (6 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเทขายหุ้นออกมาท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) แม้กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้นเกินคาดในเดือนก.พ.ก็ตาม  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,864.78 จุด ลดลง 256.50 จุด หรือ -0.98%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,972.37 จุด ลดลง 51.57 จุด หรือ -1.71% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,575.62 จุด ลดลง 162.98 จุด หรือ -1.87%
  • (-) สหรัฐเผยจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งเกินคาด ขณะว่างงานต่ำสุด 50 ปี  กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 273,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 175,000 ตำแหน่ง  ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 3.5% ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปี จากระดับ 3.6% ในเดือนม.ค.  ขณะเดียวกัน ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก.พ. จาก 0.2% ในเดือนม.ค.  เมื่อเทียบรายปี ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานเพิ่มขึ้น 3.0% สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์  ทั้งนี้ ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงนับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ